บทที่ 1
บทที่ 1
ณ หมื่นเม็ดทรายเรียงรายยามต้องแสงจันทร์สีชาด แข่งกันทอประกายราวกับเพชรเม็ดงามไกลสุดลูกหูลูกตาในยามราตรี เสียงฝีเท้าดังกุบกับ ฝุ่นควันตลบอบอวลจากกลุ่มคนผู้ขี่อาชาไล่ห้อตะบึงขึ้นเนินทรายตามร่างอรชรผู้นำบนหลังอาชาทมิฬ พร้อมกับวิหคตัวจ้อยที่บินตามไม่ห่าง พวกเขาเคลื่อนพลเข้าไปยังหุบเขาที่ไล่เรียงขนาบข้างราวกับกำแพงสูงใหญ่ ลัดเลาะไปตามเส้นทางอยู่หลายชั่วยามจนกระทั่งสตรีผู้นำกลุ่มได้ทำการดึงสายบังเหียนม้าให้ชะลอฝีเท้า ก่อนจะหย่อนตัวลงบนผืนทราย และยืดแขนตั้งศอกให้สัตว์เลี้ยงของเธอบินร่อนมาเกาะที่แขน ท่ามกลางสายตามึนงงของผู้ร่วมเดินทาง
เพราะเบื้องหน้าของพวกเขามีแต่หน้าผาหินสูงชัน ไร้เส้นทาง และก้อนหินใหญ่ยักษ์เพียงเท่านั้น
“นายท่านแน่ใจนะว่ามาถูกทาง"ชายผู้หนึ่งถามขึ้นด้วยความเคลือบแคลงใจ เขามองไปยังร่างระหงที่ใส่ผ้าคลุมศีรษะและเสื้อสีดำมิดชิด เหลือแค่เพียงนัยน์ตาสีแดงดุดันเท่านั้นที่หันมาสบเข้ากับคู่สนทนา ก่อนจะรับคบไฟมาจากผู้ติดตามอีกคนที่กำลังแจกจ่ายให้กับคนอื่น ๆ เพื่อเพิ่มแสงสว่างในบริเวณนั้น
“แกว๊ด ! แน่ใจนะว่ามาถูกทาง” เจ้านกแก้วช่างจ้อนั้นกล่าวตามด้วยเสียงแหลมสูง
“ข้ามั่นใจ” นางกล่าวพลางเก็บบางอย่างลงในกระเป๋าแขนเสื้อ ร่างเพรียวบางเดินตรงไปยังด้านหน้าก้อนหินใหญ่ และทำการโปรยบางอย่างไว้โดยรอบ เปลือกตานั้นปิดลงพร้อมกับตะเบ็งเสียงผ่านผ้านิกอบ “จงเปิดเซซามี่ !! ”
ไม่นานหลังที่นางได้กล่าวร่ายจบอักขระมากมายก็รายล้อมรอบทั่วบริเวณนั้น เกิดเสียงดังกึกก้อง พื้นทรายสั่นไหวจนชายฉกรรจ์ที่ติดตามมาต้องคอยจับสายบังเหียนม้าไว้เพื่อไม่ให้มันนั้นวิ่งหนีตะเลิด หินก้อนใหญ่ค่อย ๆ เคลื่อนออกไปทางด้านข้าง ลมกรรโชกทำให้คบไฟนั้นดับไปหลายดวง พร้อมกับฝุ่นทรายที่พัดตีตลบขึ้นมาจนต้องนำแขนขึ้นมาป้องกันสายตาของตน เจ้านกตัวจ้อยรีบบินหลบไปยังด้านบนอยู่เหนือลมกรรโชกแทบทันที
เมื่อหินก้อนใหญ่นั้นหยุดการเคลื่อนไหว ลมกรรโชกก็หยุดลงตาม ผู้คนนั้นก็ได้แต่ไอค่อกแค่ก บางคนถึงกับต้องเอาผ้าคลุมมาพัดฝุ่นควันให้จางลง เผยให้เห็นโพรงถ้ำขนาดใหญ่ที่มีบันไดหินเป็นทางลงไปยังด้านล่าง
แสงเรืองรองบางอย่างสะท้อนขึ้นมาจนถึงปากทางเข้าของถ้ำ ชวนให้ผู้ที่ได้พบล้วนกลืนน้ำลายพลางจินตนาการถึงสิ่งของมีค่าด้านในที่มากพอจะทำให้ถ้ำขนาดใหญ่ส่องสว่างได้ถึงเพียงนี้ “ตามที่สัญญา… สมบัติสี่สิบขุนโจรในตำนานทั้งหมดจะเป็นของพวกเจ้า หลังจากที่ได้นำตะเกียงมาให้ข้าแล้ว” หญิงสาวกล่าวก่อนจะกระเถิบตัวออกจากเส้นทางเพื่อให้พวกคนที่มากับนางนั้นได้ทำหน้าที่ของตน
“ข้าขอเตือนอะไรบางอย่างก่อนที่พวกเจ้าจะเข้าไป อย่าได้แตะต้องอะไรจนกว่าจะได้…”
“ไม่รอแล้ว ข้าจะเข้าไปเอาของ ๆ ข้าเดี๋ยวนี้”
“ใครดีใครได้ !! ”
“เฮ้ย ! อย่าตัดหน้าข้า ข้าต้องได้มากกว่าพวกเจ้า !! ”
ยังไม่ทันที่หญิงสาวจะกล่าวจบ กลุ่มคนก็วิ่งพล่านกันเข้าไปภายในด้วยแววตาประกายแห่งความโลภ โดยไร้ซึ่งความสนใจจะฟังคำเตือนของนางเลยแม้แต่น้อย “เดี๋ยวสิพวกเจ้า ฟังข้าอธิบายก่อน ! ” นัยน์ตาสีแดงนั้นเต็มไปด้วยความกังวล เธอพยายามฉุดรั้งร่างสูงใหญ่ไว้ หากแต่ก็ไม่อาจสามารถสู้แรงบุรุษเหล่านั้นได้
“เกะกะ ! ถอยไป ! ” ชายดังกล่าวสะบัดแขนจากการกอบกุมจนทำให้หญิงสาวกระเด็นล้มลงกระแทกเข้ากับพื้นทราย กลุ่มชายฉกรรจ์ราวกับคนไร้สติและแสดงจิตไร้สำนึกออกมา ภาพสุดท้ายที่สตรีชุดดำได้เห็นมีเพียงแค่ก้อนหินใหญ่ที่ค่อย ๆ เคลื่อนมาปิดปากถ้ำไว้อย่างเดิมเมื่อคนสุดท้ายได้ย่างเท้าเข้าไปภายใน พร้อมกับเสียงกรีดร้องโหยหวนของเหล่าคนโลภ ก่อนจะเงียบหายไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
วิหคขี้ขลาดบินร่อนลงมาเกาะตรงช่วงไหล่ของหญิงสาวอีกครั้ง แต่ก็ต้องสะดุ้งพองขนเมื่อผู้เป็นนายนั้นสบถออกมา
“โธ่เว้ย ! พวกบัดซบ…”
“แกว๊ด ! พวกบัดซบ !”
หญิงสาวทำได้เพียงแค่กำหมัดและทุบลงบนผืนทรายอย่างบ้าคลั่ง จนสัตว์เลี้ยงที่เลียนเสียงตามเธอเลือกที่จะบินหนีไปเกาะยังหลังอาชาสีดำแทนเมื่อเห็นว่าผู้เป็นนายกำลังอารมณ์ไม่ดี
‘ข้าเตือนแล้วเตือนอีกเกี่ยวกับเรื่องราวคำสาปถ้ำสี่สิบขุนโจรก่อนที่จะพาพวกนั้นมาในที่แห่งนี้ นี้ฟังหูซ้ายทะลุหูขวาหรืออย่างไร ถึงได้มีสภาพน่าสมเพชแบบนั้น !! ’
นี้ถ้าไม่ติดที่ว่าเธอไม่คิดจะลองดีกับคำสาปล่ะก็ เธอคงไม่ต้องไปจ้างพวกกลุ่มโจรทะเลทรายหรือทหารรับจ้างพวกนี้หรอก
แต่สุดท้ายแล้วคนพวกนั้นกลับพลาดอย่างไม่น่าให้อภัย ทั้ง ๆ ที่เวลาของเธอก็แทบจะไม่เหลือแล้ว
ความหวังเดียวของเธออยู่ภายในถ้ำแห่งนั้น
และตอนนี้มันก็กลายเป็นเพียงแค่ฝุ่นทรายไปแล้ว
หญิงสาวสูดหายใจพยายามสงบสติอารมณ์ของตน ร่างระหงยืนขึ้นและปัดฝุ่นทรายออกจากตัว สิ่งที่เธอทำได้ตอนนี้คงมีแต่เพียงต้องกลับไปตั้งรับและหาหนทางใหม่เท่านั้น ยังพอจะมีเวลาอยู่แม้โอกาสที่มีนั้นจะช่างน้อยนิดก็ตาม
‘ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว…’
ดวงตาสีแดงฉานหันไปมองฝูงม้ารอบ ๆ ตัว ที่มีสัมภาระของกลุ่มชายฉกรรจ์ที่หายสาปสูญ เธอได้แต่ยกยิ้มปลอบใจตนเอง และเดินไปเก็บกวาดของที่คนพวกนั้นขโมยจากนักเดินทางและรีดไถชาวบ้าน โดยมีสัตว์เลี้ยงของเธอบินนำไปเปิดกระเป๋าเผยให้เห็นอัญมณีและสิ่งของล้ำค่าอยู่ภายใน
‘ข้าขอนำของพวกนี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแล้วกัน’
‘ยังไงก็เป็นของที่ได้มาอย่างไม่ถูกต้องอยู่แล้ว’
‘หากนำไปซื้อยาแจกจ่ายให้กับชาวสลัม อย่างน้อยก็ช่วยต่อชีวิตพวกเขาได้ …’
หลายวันผ่านไป
ณ พระราชวังอัคราบาห์
ข้ารับใช้มากมายต่างกำลังวุ่นวายในการจัดเตรียมสำรับพระกระยาหารให้กับองค์สุลต่านที่ตอนนี้กำลังสำราญไปกับนางบำเรอชั้นสูงในห้องบรรทมยามรุ่งอรุณ ในขณะเดียวกันหญิงสาวเจ้าของนัยน์ตาสีโลหิตในฐานะนางข้าหลวง ก็กำลังทำการสางพระเกศาของเจ้าหญิงยัสมินาพระธิดาองค์โตของสุลต่าน
พระองค์ทรงมีพระสิริโฉมที่งดงามจนหาตัวจับยาก พระขโนงโก่งโค้งดังคันศร ขนตาหนาเรียงเป็นแพรรับกับพระเนตรสีน้ำตาลดุจน้ำผึ้งยามต้องแสงอรุณรุ่ง นาสิกได้รูปโด่งเป็นสัน พระโอษฐ์อวบอิ่มถูกแต่งแต้มด้วยสีชาดทำให้ดูมีน้ำมีนวล พระเกศาสีดำขลับถูกรวบขึ้นเกล้าครึ่งศีรษะรับเข้ากับดวงพระพักตร์ ก่อนจะประดับด้วยพระจุฑาดอกไม้อัญมณี
นางสวมอาภรณ์สีเขียวอ่อนแนบลำตัวเผยให้เห็นสรีระสมส่วน โดยเฉพาะพระอุระที่อวบอิ่มชวนมอง จนอิสตรีทั้งหลายทั่วทั้งพระนครนั้นอดที่จะพากันอิจฉาไม่ได้ นอกจากจะรูปโฉมงดงามแล้ว ยังทรงปรีชาทางด้านการทูตเจริญสัมพันธไมตรีกับอาณาจักรต่าง ๆ อีกด้วย
งามทั้งรูปโฉม สติปัญญา และทรัพย์สิน จะมีชายใดเหมาะสมไปกว่าพวกเชื้อพระวงศ์และเจ้าชายตามหัวเมืองต่างๆ ที่มาสู่ขอไม่เว้นแต่ละวันกันล่ะ แต่ก็ไม่วายที่เหล่าบุรุษทั้งหลายเหล่านั้นจะต้องชอกช้ำ เดินทางกลับไปมือเปล่า ด้วยกลอุบายของเจ้าหญิงที่ไม่คิดจะแต่งงานกับผู้ใดในตอนนี้
นัยน์ตาสีน้ำผึ้งจับจ้องไปยังคันฉ่องตรงหน้า ในเงาสะท้อนปรากฎให้เห็นภาพสตรีผู้งดงามอีกคนยืนเยื้องกายไปทางด้านหลัง ใบหน้าภายใต้ผ้าคลุมสีดำนั้นดูอิดโรย ลูกผมสีดำมะเดื่อยาวนั้นปรกหน้าเล็กน้อย ใต้ตาดูคล้ำอย่างคนอดหลับอดนอน แต่ก็ไม่อาจปกปิดความงามนั้นจากสายพระเนตรได้
“วันนี้เจ้าดูไม่ค่อยสบายนะจาฟาร์” นางกล่าวก่อนจะผินพระพักตร์ไปมองยังนางข้าหลวงคนสนิทของตน พระเนตรทอประกายด้วยพระทัยเป็นห่วงอีกฝ่าย “อย่าบอกนะว่าเจ้าทำไอ้นั่นจนถึงรุ่งสางอีกแล้วน่ะ”
มือเรียวที่ถือหวีอยู่นั้น หยุดสางกลุ่มผมสีดำชั่วขณะ เจ้าของนัยน์ตาสีแดงโลหิตนั้นสั่นไหวเล็กน้อย เมื่อคนตรงหน้าถามถึงสาเหตุความอิดโรยของเธอ
‘จะให้ข้าบอกว่าวิ่งควบม้าไม่ได้หยุดข้ามวันข้ามคืนเพื่อกลับมาพระราชวังให้ทันก่อนวันที่ขอลาหยุดเอาไว้ก็ไม่ได้เสียด้วย’ นางจึงจำใจพยักหน้าไปอย่างนั้น
“ข้าทำเพื่ออัคราบาห์ อย่าได้ทรงวิตกไปเลยเพคะ” จาฟาร์ตอบกลับ พลางหลบเลี่ยงสายตาของเจ้าหญิงที่มองมายังตน แต่กลับโดนนิ้วเรียวดันช่วงปลายคางให้เชิ่ดขึ้นมาสบนัยน์ตาสีน้ำผึ้งอย่างเลี่ยงไม่ได้
“จะไม่ให้ข้าวิตกได้เช่นไรเล่า” สุรเสียงหวานก้องกังวาลนั้นกล่าวขึ้น พร้อมกับเคลื่อนพระพักตร์งามเข้ามาใกล้ “ดูหน้าเจ้าสิ ออกจะงดงามแท้ ๆ แต่เจ้ากลับไม่ถนอมมันเลยนะ” พระหัตถ์เรียวยาวลูบไล้ไปตามโครงหน้าของจาฟาร์ นัยน์ตาหวานปานน้ำผึ้งอาบยาพิษไล่มองไปทั่วใบหน้านั้นและมาหยุดทอดพระเนตรบริเวณริมฝีปากอวบอิ่มที่ไร้การแต่งแต้มใดๆ แต่ก็ยังคงแดงก่ำราวกับผลไม้สุกงอม
“ข้าเป็นห่วงเจ้านะจาฟาร์”
คำพูดนั้นราวกับกำลังสะกดจิตใจเธอให้ไม่อยู่กับร่องกับรอย ชวนให้หัวใจของเธอนั้นรู้สึกหวั่นไหวทุกครั้ง ยามที่พระองค์ทรงห่วงใยและทำดีกับเธออยู่เสมอ แต่เรื่องราวในอดีตทำให้ความหอมหวานนี้ กลายเป็นดั่งคมมีดที่กรีดลึกลงบาดแผลเก่าของเธอทุกครั้งเช่นกัน
‘ข้ารู้ดี… เรื่องนั้นไม่เกี่ยวกับเจ้าหญิงยัสมินา พระองค์ไม่ได้มีส่วนรู้เห็นใด ๆ ด้วย’
แต่ทว่าภาพช่วงชีวิตสุดท้ายของครอบครัวเธอ ยังคงติดตาไม่เลือนหายไปจากความทรงจำ
ไม่ต่างไปจากความแค้นของเธอ…
“ขอบพระทัยเพคะ พระองค์โปรดอย่าได้ใส่ใจตัวข้าที่ต่ำต้อยเลย” จาฟาร์เม้มริมฝีปากของตน ก่อนจะกระเถิบกายออกห่างอย่างสุภาพ
พระเนตรหวานวาวโรจน์อยู่ชั่วครู่หนึ่งเมื่อถูกอีกฝ่ายปฏิเสธน้ำใจ ก่อนจะอ่อนลงพร้อมกับพระหัตถ์ที่เคลื่อนเตรียมจะไปกุมมือหญิงสาวเจ้าของนัยน์ตาสีแดงเอาไว้ แต่ทว่าประตูบานใหญ่นั้นกลับถูกเคาะขึ้นพร้อมกับเสียงของทหารที่อยู่ด้านนอก
“องค์สุลต่านมีรับสั่งให้นางจาฟาร์เข้าเฝ้า ก่อนพาท่านไปยังห้องเสวยพะย่ะค่ะ”
พระหัตถ์นั้นถอยร่นและทรงผ่อนพระปัสสาสะอย่างหน่ายใจ ร่างระหงนั้นลุกขึ้นและจัดแจงฉลองพระองค์ให้เรียบร้อย “เจ้าไปพร้อมกับข้าเนี่ยแหละจาฟาร์’ เจ้าหญิงยัสมินากล่าวก่อนจะเดินนำ โดยมีเหล่าข้ารับใช้เปิดบานประตูสูงใหญ่ให้ และเหล่านางกำนัลที่เดินนำเสด็จไปยังห้องพระโรง
เจ้าของนัยน์ตาสีน้ำผึ้งชำเลืองมองนางข้าหลวงคนสนิทเป็นระยะด้วยความรู้สึกเป็นห่วง
เรื่องที่องค์สุลต่านจะพูด คงไม่พ้นเรื่องที่อีกฝ่ายเพิ่งยื่นฎีกาไปเมื่อคืนวานเป็นแน่…
ร่างอ้วนท้วมบนบัลลังก์กำลังไล่อ่านกระดาษม้วนแผ่นหนึ่งในหลายสิบแผ่นที่ตั้งเรียงรายข้าง ๆ ตัว ด้วยพระพักตร์นิ่วคิ้วขมวดเป็นปม ริมฝีปากหนาบิดเบี้ยว พระเนตรหยุดลงยันตัวอักษรสุดท้าย ก่อนที่พระหัตถ์จะกำกระดาษแน่นและทำการปาใส่หน้าของจาฟาร์ที่คุกเข่าเบื้องหน้าพระพักตร์
“นี่มันบ้าอะไรห๊ะ !!! ” สุรเสียงนั้นก้องไปทั่วท้องพระโรง พระพักตร์แดงก่ำด้วยความโกรธ พร้อมกับพระหัตถ์ที่ปัดกองเอกสารที่ตั้งอยู่นั้นจนกระจัดกระจายไปทั่ว
หญิงสาวที่ถูกปาเอกสารใส่นั้นได้แต่นั่งนิ่งมองม้วนกระดาษที่ถูกขยำจนยับเยินด้วยแววตาอดกลั้น “มันคือเอกสารที่หม่อมฉัน เขียนยื่นฎีกาให้กับคนในชุมชนผู้ขาดแคลนเพคะ” เหล่าขุนนางและข้ารับใช้ต่างพากันมองหน้า เมื่อนางข้าหลวงคนงามนั้นกล้าต่อปากต่อคำอย่างไม่มีท่าทีเกรงกลัวพระอาญาองค์สุลต่านแต่อย่างใด
แม้สีหน้าของหญิงสาวจะเรียบเฉย หากแต่ภายในใจนั้นกลับคุกกรุ่นด้วยไฟแห่งโทสะ หัวใจของเธอปวดร้าวทุกครั้งที่กระดาษเหล่านั้นถูกฉีกขยำร่วงหล่นสู่พื้น ยามที่ฝ่ามืออวบอ้วนน่ารังเกียจนั่นย่ำยีสิ่งที่เธอตั้งใจเขียนขึ้นมา แต่เหมือนยังไม่สาแก่ใจคนโฉดชั่วมากตัณหา เพราะทุกครั้งที่เธอพยายามจะยื่นฎีกาไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม มันจะใช้อำนาจเรียกพวกขุนนางและข้าราชบริวารมารวมตัว เพื่อทำให้เธออับอายต่อหน้าธารกำนัล
“นี้เจ้ากำลังจะบอกว่าข้าปกครองไม่ดี จนถึงกับต้องให้สตรีเช่นเจ้ามายืนฎีกากับข้างั้นรึ? ” พระหัตถ์นั้นคว้าเอกสารหลายฉบับขึ้นมากำก่อนจะฉีกเป็นชิ้น ๆ
“และไอ้นี้อีก ! เจ้าจะสื่อความว่าข้าไร้ปัญญาจนถึงกับต้องพึ่งพาวิธีการของคนอย่างเจ้างั้นรึ !? เจ้ากล้ามากนะ ที่เขียนอะไรแบบนี้มาให้ข้าอ่านน่ะ !! ”
‘ก็เข้าใจดีนี่… เจ้าทรราช’
‘วัน ๆ เอาแต่กินกับนอน ไม่เห็นว่าเจ้าจะมาดูแลบ้านเมืองอะไรเลย’
“ข้ามิได้มีเจตนาจะสื่อความแบบนั้นนะเพคะ” หญิงสาวกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าพระองค์ทรงพิโรธมากแค่ไหน “ข้าเพียงแค่เล็งเห็นว่าคนในชุมชนเกิดความขาดแคลนอาหารและการจลาจลที่เกิดจากพวกหัวขโมย ทำให้พวกชาวบ้านต่างพากันเดือดร้อน และข้าเพียงแค่อยากเสนอมาตรการและวิธีที่จะพัฒนาประชากรกลุ่มนั้นให้ดีขึ้นเท่านั้นเอง”
“โดยการนำพระคลังหลวงแจกจ่ายให้กับพวกขอทานอย่างนั้นหรอ”
“ข้ามิได้หมายความเช่นนั้นนะเพคะ ข้าเพียงแค่เสนอหนทางในแบบของตนเอง หากฝ่าบาทจะทรงกรุณาปันเงินบางส่วนจัดตั้งรางวัลให้กับผู้ยากไร้ที่ขยันขันแข็ง ให้พวกเขาได้แสดงความสามารถและมีชีวิตที่ดีขึ้น หากเป็นเช่นนั้นเราก็จะสามารถเพิ่มประชากรที่มีคุณภาพขึ้นมาได้นะเพคะ” จาฟาร์กล่าวด้วยถ้อยคำที่หนักแน่น
“แต่ถ้าหากฝ่าบาทไม่พอพระทัยหรือเห็นด้วยกับวิธีนี้ ก็ยังมีวิธีการอื่น ๆ ที่หม่อมฉันได้เขียนไว้ในเอกสารอยู่อีกเพคะ”
“เหอะ ! เจ้าชักจะอวดดีมากเกินไปแล้วนะจาฟาร์"กษัตริย์ร่างอ้วนแสยะยิ้มอย่างนึกสมเพชหญิงสาว “อย่าทำตัวเหมือนพ่อของเจ้าให้มากนัก ไม่งั้นจุดจบของพวกเจ้าพ่อลูกคงไม่ต่างกัน ต่อให้เจ้าจะเป็นที่โปรดปรานของลูกสาวข้าก็เถอะ”
คำพูดทิ่มแทงและเหยียดหยามยามกล่าวถึงบิดาที่จากไปของเธอ ทุกถ้อยคำราวกับมีดนับร้อยที่เข้ามารุมกรีดลงบนหัวใจเธอซ้ำ ๆ ทิ้งรอยแผลที่ฝังลึกไม่มีวันสมานได้ มือทั้งสองกำเข้าหากันจนเล็บนั้นจิกลงบนฝ่ามือ ในนาทีนั้นเธออยากแทบจะลุกขึ้น ใช้ฝ่าเท้านั้นถีบร่างนั้นให้ล้มลง และจากนั้นก็เหยียบกดลำคออ้วน ๆ นั่นกระเสือกระสนขาดอากาศหายใจอย่างทรมานตรงหน้าเธอ
‘ให้สาสมกับสิ่งที่มันทำเอาไว้ ! ’
‘ข้าละอยากจะเหยียบหน้ามันให้จมธรณีนัก’
แต่ถ้าเธอทำอย่างที่คิดในเวลานี้ มีแต่เธอเท่านั้นที่จะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ถ้าหากเธอใช้อารมณ์นำทาง ไฟแค้นที่ลุกโชนอาจจะเผาเราก่อนศัตรู เมื่อคิดได้ดังนั้นทำให้จาฟาร์ได้แต่ต้องอดทนกัดฟันด้วยความเจ็บแค้นกับทรราชตรงหน้า พลางด่ามันสบถในใจ
‘รอให้ข้าได้ตะเกียงมาก่อนเถอะ ไอ้ชาติชั่วเอ๊ย ! ’
‘ข้าจะชำระแค้นทั้งต้นทั้งดอกให้สาแก่ใจ’
สุลต่านกล่าวจบก็จะเดินลงจากบัลลังก์ไปทางหญิงสาวที่นั่งคุกเข่าอยู่ท่ามกลางเศษกองกระดาษม้วนยับยู่ยี่ที่นางพยายามอดหลับอดนอนเขียนขึ้นมา ปลายพระบาทนั้นเหยียบลงบนม้วนกระดาษข้างตัวเด็กสาวก่อนจะเน้นขยี้และถีบส่งหลังให้มันไปไกลๆ
“หรือหากเจ้าอยากจะให้ข้าสนใจสิ่งที่เจ้าเขียนมากขึ้นล่ะก็…”
พระเนตรมองนางตั้งแต่หัวจรดเท้าและยกยิ้มเยาะเย้ออีกฝ่าย “เจ้าก็ลองมาคุยกับข้าบนเตียงดูสิ เผื่อข้าจะยอมพิจารณาให้"ทรงพระสรวลเสียงดังตบท้าย ก่อนจะทรงพระดำเนินผ่านจาฟาร์ไป โดยปล่อยให้เธออยู่กับความอับอายและเจ็บใจที่ถูกดูแคลน จนมือทั้งสองนั้นกำเข้าหากันจนแน่น
ความรู้สึกขยะแขยงยามที่มันเข้ามาใกล้ มันทั้งน่าพะอืดพะอมและอยากจะเดินหนีไปเสียเดี๋ยวนั้น แต่ก็ทำไม่ได้เมื่ออยู่เบื้องหน้ามันที่ฐานะสูงส่งกว่าเธอ
ในขณะเดียวกันพระพักตร์ของเจ้าหญิงที่สงบนิ่งมาโดยตลอด ก็วาวโรจน์ขึ้นเมื่อผู้เป็นบิดากล่าวแบบนั้น สองพระหัตถ์กำแน่น แต่ก็ไม่สามารถปกป้องนางข้าหลวงของตนได้ ด้วยตำแหน่งและความเหมาะสม หากนางเลือกจะปกป้องในตอนนี้ มีแต่จะสร้างความเดือดร้อนให้จาฟาร์มากกว่าเดิม
“วันนี้ไม่มีอะไรแล้ว เชิญพวกเจ้าไสหัวกลับไปได้ ข้าจะได้ ‘เสวย’ สุขกันเสียที"สุลต่านกล่าวและเสด็จนำไปยังห้องเสวย โดยมีพวกขุนนางที่ได้แต่ถอนหายใจลับหลังกับการกระทำที่ไร้สาระของสุลต่าน ที่เชิญพวกตนมาร่วมประชุมด่วน เพียงเพื่อจะกลั่นแกล้งอิสตรีนางเดียว ที่กล้ายื่นฎีกาและเสนอวิธีการช่วยราษฎรที่เดือดร้อนจากระบบการปกครองที่ย่ำแย่ของตน
แต่ก็ไม่มีใครคิดจะขัดพระทัยร้ายของสุลต่านแต่อย่างใด เพราะไม่มีใครอยากมีจุดจบเช่นบิดาของจาฟาร์
เจ้าหญิงยัสมินาที่นั่งบัลลังก์ควบคู่กับพระบิดาเมื่อครู่ลุกขึ้นเสด็จเข้าหานางข้าหลวงของตนที่นั่งคุกเข่าอยู่ตรงนั้นไม่ไปไหน พระเนตรสีน้ำผึ้งไล่มองผมสีดำขลับโดยมีสีแดงแทรกสลับประปรายราวกับกำมะหยี่สีเข้มที่ถูกปักด้วยดิ้นทองแดง ภายใต้ผ้าคลุมที่ปรกลงซ่อนใบหน้าที่เจ็บช้ำเอาไว้ พระหัตถ์ที่อยากจะยื่นไปลูบศีรษะนั้นหยุดชะงักลง นางได้เพียงแค่เลื่อนพระหัตถ์ไปหยิบม้วนกระดาษนั้นขึ้นมาอ่านผ่านตา เรียวโอษฐ์อวบอิ่มยกยิ้มหวานกับตัวอักษรที่หญิงสาวบรรจงเขียนขึ้นมาเพื่อยื่นฎีกาในวันนี้
“เจ้าช่างกล้าหาญและมีความพยายามจริงๆนะ"แม้ว่าเหตุการณ์นี้จะไม่ใช่ครั้งแรก แต่เธอก็อดที่จะชื่นชมนางข้าหลวงคนนี้ไม่ได้จริง ๆ แม้จะถูกปฏิเสธ หรือทำให้อับอายสักกี่รอบ นางก็ยังคงลุกขึ้นเพื่อปกป้องอาณาจักรที่นางรัก
‘จนบางครั้งข้าเองก็อดที่จะเป็นห่วงนางไม่ได้’
ยัสมินาแย้มสรวลเล็กน้อย ไม่ได้เอ่ยสิ่งที่อยู่ในใจออกไป เพราะเกรงว่าจะทำให้จาฟาร์รู้สึกไม่สบายใจ
“ทั้ง ๆ ที่เจ้ามีสติปัญญาดีขนาดนี้ช่างน่าเสียดายจริง ๆ ไว้ข้าจะไปทูลกับเสด็จพ่อให้นะ แต่คราวหน้าเจ้าห้ามทำอะไรบ้าระห่ำแบบนี้อีกนะรู้ไหม ข้าเป็นห่วงเจ้ามากนะจาฟาร์"สุรเสียงอ่อนหวานไม่ได้ช่วยทำให้หญิงสาวอารมณ์ดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย กลับเหมือนสุมไฟให้เธอยิ่งกัดฟันด้วยความเจ็บใจมากกว่าเดิมถึงความอ่อนแอของตน
“พระองค์โปรดอย่าให้พระโอษฐ์แปดเปื้อนเพียงเพราะลูกหลานกบฏชั่วช้าอย่างข้าคนนี้เลย ต่อให้พระองค์ทูลไป… ฝ่าบาทก็คงปัดตกไปอยู่ดี เพราะในสายตาของฝ่าบาทความเห็นของข้าคงเป็นเพียงภัยร้ายคุกคามเท่านั้น"นางกล่าวอย่างแดกดันและแค้นใจ ร่างบางนั้นลุกขึ้นยกมือปาดน้ำตาตัวเองลวก ๆ
“และท่านก็ไม่ต้องมาตรัสปลอบหม่อมฉันหรอก ต่อให้ท่านตรัสปลอบหม่อมฉันไป ราษฎรก็ไม่ได้อิ่มท้องมากขึ้นหรอก”
สิ้นคำพูดของหญิงสาวก็เตรียมที่จะเดินจากไป แต่พระหัตถ์เรียวก็คว้าข้อมือรั้งนางข้าหลวงเอาไว้ เมื่อจาฟาร์หันไปก็สบเข้ากับพระเนตรที่เคยหวานปานน้ำผึ้งตอนนี้กลับเต็มไปด้วยความน้อยพระทัย พระโอษฐ์ยังคงยกยิ้มให้ แต่มันกลับเป็นรอยยิ้มที่เย็นยะเยือกจนจาฟาร์อดที่จะรู้สึกหนาวสันหลังไม่ได้
“บางทีข้าก็คิดนะ… ว่าข้าปฏิบัติกับเจ้าเฉกเช่นคนพิเศษมากเกินไปหรือเปล่า เจ้าถึงได้ใช้คำพูดแดกดันและดูแคลนความเมตตาของข้าที่เป็นนายเหนือหัวของเจ้าเช่นนี้จาฟาร์”
เมื่อได้ยินแบบนั้นก็ทำให้หญิงสาวชะงักไปเล็กน้อย ความโกรธที่เคยบังตาอยู่นั้นค่อย ๆ มลายหายไป ความรู้สึกผิดนั้นก็ทิ่มแทงเข้ากลางใจของเธอ ที่ได้แต่ใช้ความหวังดีของเจ้าหญิงยัสมินามาเป็นที่ระบายอารมณ์ และตัวเธอเองก็วางตัวไม่เหมาะสมในฐานะนางข้าหลวงที่ทำกิริยาไม่ดีกับผู้เป็นนายอีกด้วย
“ข้า… ไม่ได้ตั้งใจทำให้ท่านเสียพระทัย ข้าขออภัยจริง ๆ เพคะ ที่ทำกิริยาไม่ดีเช่นนั้นกับพระองค์”
เมื่อเห็นใบหน้าที่เศร้าสลดของอีกฝ่าย เจ้าหญิงจึงค่อย ๆ สูดพระอัสสาสะ พระองค์ปล่อยพระหัตถ์ออกอย่างช้า ๆ ก่อนจะทำการลูบไปตามข้อมือที่มีรอยแดงที่ตนบีบไปเมื่อครู่
“เอาเถอะ… ข้าให้อภัยเจ้านะจาฟาร์"พระโอษฐ์ยกยิ้มอ่อนหวานอีกครั้ง ยามมองไปยังดวงตาสีแดงสวยสดงดงามตรงหน้า
“แต่ว่า… หากข้าไม่ลงโทษเจ้าที่ทำกิริยาไม่เหมาะสมแบบนี้ คงจะเป็นเยี่ยงอย่างนางข้าหลวงอื่นเป็นแน่ เจ้าเข้าใจข้านะ"แม้นำพระดำรัสจะฟังดูหนักพระทัย ทว่าอิริยาบถยังคงสง่างามและเปี่ยมไปด้วยความแน่วแน่ สมพระเกียรติว่าที่ราชินีในอนาคต
‘แม้ข้าจะทำไม่ดีกับเจ้าหญิง แต่พระองค์ก็ยังทรงมีเมตตาต่อข้าเสมอ’
“ข้ายินดีน้อมรับการลงโทษจากพระองค์เพคะ” จาฟาร์พยักหน้าอย่างเข้าใจอีกฝ่าย
เมื่อเห็นดังนั้นเจ้าหญิงยัสมินาจึงไล่พวกนางกำนัลและข้าราชบริวารที่เหลือออกไปจากท้องพระโรง เหลือไว้เพียงเธอและจาฟาร์เท่านั้น
“งั้นหลับตาสิ”
“เพคะ? ”
“นี้เป็นคำสั่ง”
แม้หญิงสาวจะมึนงงกับบทลงโทษ แต่ก็ยินยอมหลับตาของตัวเองลง เธอเอนตัวเล็กน้อยเมื่อถูกคนตรงหน้าดึงรั้งเข้ามาสวมกอดแนบพระอุระอวบอิ่ม บางอย่างที่อ่อนหวานนุ่มละมุนทาบทับสัมผัสริมฝีปากของตนราวกับขนนก ร่างบางนั้นตัวแข็งทื่อ พร้อมกับร้อนผ่าวไปทั่วใบหน้า เมื่อพระชิวหาร้อนไล่กวาดต้อนสำรวจไปตามโพรงปากเธอ จุมพิตรสหวานยังดำเนินต่อไป แม้ว่าจาฟาร์จะใช้มือยันแขนของอีกฝ่ายเพื่อประท้วงที่ถูกช่วงชิงลมหายใจ ในหัวของเธอราวกับมีหมอกควันปกคลุมจนต้องปล่อยให้ผู้เป็นนายนำการเคลื่อนไหวไป
กลิ่นหอมพระสุคนธ์จากดอกมัลลัก อัล-อาบาด ที่อบอวลอพระวรกายเจ้าหญิงทำให้จาฟาร์รู้สึกเคลิบเคลิ้มอย่างไม่อาจต้านทาน โสตสัมผัสแรกเริ่มด้วยความหอมละมุนคล้ายดอกมะลิ ก่อนจะตามด้วยความเย็นสดชื่นดังมิ้นต์ป่าที่ช่วยปลอบประโลม และทิ้งท้ายด้วยความเผ็ดร้อนจาง ๆ ของเครื่องเทศ
ไม่นานนักเจ้าหญิงก็ได้ทำการถอนพระโอษฐ์ออก ในขณะที่หญิงสาวยังคงตัวแข็งทื่อไร้ปฏิริยาตอบสนองใด ๆ เจ้าหญิงเห็นดังนั้นก็ยกยิ้มเอ็นดู ก่อนจะจบลงด้วยฝากรอยจุมพิตไว้ที่ข้างแก้มของจาฟาร์
“คราวหน้าหากเจ้าทำเช่นนี้อีก ข้าจะลงโทษเจ้าแบบนี้นะ”
คำพูดของอีกฝ่ายช่วยเรียกสติของจาฟาร์กลับคืนมาได้เป็นอย่างดี พวงแก้มทั้งสองนั้นแดงสุกงอม ดวงตาสีแดงจ้องมองไปยังพระโอษฐ์ที่ยกยิ้มขี้เล่น ก่อนจะเสด็จผ่านเธอไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น หัวใจของนางข้าหลวงนั้นยังคงเต้นระรัวราวกับกลองชุด จนต้องยกมือขึ้นมาแนบอกของตนเอง ริมฝีปากนั้นเม้มเข้าหากันแน่น
เธอไม่ได้รังเกียจเจ้าหญิงเลยแม้แต่น้อย แต่มันกลับทำให้เธอสับสนกับความรู้สึกที่ประดังประเดเข้ามา มันทั้งปรีดาและเจ็บปวดในคราวเดียวกัน ราวกับว่าเธอกำลังกลืนกินยาพิษ แม้จะรู้ว่ามันจะทำให้เธอทรมานแต่ก็ไม่อาจจะหยุดเสพติดรสชาติที่หอมหวานนั้นได้
จาฟาร์ได้แต่เพียงหลบตาและข่มกลั้นความรู้สึกนั้นเอาไว้ ตัวเธอไม่ควรรู้สึกแบบนั้น หากจะต้องลงมือแก้แค้นให้กับครอบครัวที่จากไป
‘โปรดทรงเลิกทำพฤติกรรมแบบนี้สักทีเถอะ’
‘อย่าทำให้ข้าสับสนไปมากกว่านี้เลย’