บทที่ 2
บทที่ 2
“อ่าฮะ…สุดท้าย แล้วเจ้าก็เลยโดนเจ้าหญิงนั่นปั่นหัวมาอีกแล้วว่างั้น? ” เด็กสาวผู้สวมเสื้อผ้าผู้ชายชาวอาหรับปกปิดช่วงใบหน้ากล่าวพลางนั่งเท้าคางมองเพื่อนนางข้าหลวงด้วยท่าทีเบื่อหน่ายเหมือนทุกครั้ง ที่มักจะมานั่งปรับทุกข์กันช่วงพลบค่ำ ซึ่งกำลังทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก จากคำถามเดิม ๆ ที่อีกฝ่ายมักถามทุกครั้งที่พบหน้ากัน
สุดท้ายแล้วจาฟาร์ก็อดที่จะเก็บความรู้สึกเหล่านั้นมาคิดมากไม่ได้อยู่ดี
“มันไม่เชิงว่านางจะปั่นหัวข้าหรอก แค่อยู่ ๆ นางก็มา… ”
“นางจูบเจ้า ๆ ๆ ข้ารู้น่ะ” เจ้าตัวเบ้ปากและโบกมือไปมาอย่างไม่ใส่ใจกับใบหน้าที่ขึ้นสีแดงระรื่อของคู่สนทนา ก่อนจะหยิบชิ้นเนื้อย่างที่ถูกหั่นมาเป็นอย่างดีเข้าปากจนแก้มตุ่ย
“แกว๊ก ๆ ๆ จูบกัน ๆ ” วิหคปากมากที่เกาะบนบ่าของจาฟาร์ร้องตามอีกฝ่ายพลางผงกหัวไปมารอให้นายของมันมาป้อนผลไม้ในถาดเล็ก ๆ ให้กิน
“ก็นะ… ทั้งเจ้าและนางก็จูบกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้วนี้ จะคิดมากทำไม"เด็กสาวนึกย้อนไปในสมัยก่อนที่เกือบจะได้จูบจากจาฟาร์ตัวน้อยแสนไร้เดียงสาเพราะความเข้าใจผิด เนื่องจากยัยเจ้าหญิงทรงพระเหลี่ยมนั่นสอนธรรมเนียมในวังแบบแผลง ๆ ให้เพื่อนของเธอ
‘ข้ายังจดจำได้ดี ถึงธรรมเนียมที่องค์หญิงได้สอนให้กับจาฟาร์แต่ละอย่างช่างแปลกประหลาด… ’
‘อย่างการให้เจ้าหญิงจูบต้อนรับนางข้าหลวงคนใหม่ เพื่อให้มีแต่ความราบรื่น (?) ’
‘แต่ก็นั่นแหละ ข้าก็ไม่ยักจะเห็นยัยเจ้าหญิงนั่นจูบนางข้าหลวงคนไหนอีกเลย… ’
‘หรือการตั้งวงล้อมสวมกอดเพื่อเป็นกำลังใจ (?) ’
‘โดยที่เจ้าหญิงกอดนางได้เพียงคนเดียว… ’
‘พอข้าจะร่วมด้วยก็ชักสีหน้ารังเกียจกันสุด ๆ ’
ตัวซินแบทคาใจมาก… ความอยากรู้อยากเห็นพุ่งเต็มปรอทจนตัดสินใจเดินไปถามหัวหน้านางกำนัลตรงๆเลยว่า
‘ตกลงมันมีธรรมเนียมนี้จริง ๆ เหรอ? ’
ทางหัวหน้านางกำนัลถึงกับหลบสายตาและบ่ายเบี่ยงที่จะตอบคำถามเด็กสาว และเพราะคำถามที่เธอถามเกี่ยวกับองค์หญิงและจาฟาร์นี่แหละ ที่ทำให้วันรุ่งขึ้นความซวยเข้าหาเธอไม่หยุดไม่หย่อน ไม่ว่าจะเป็นกระถางต้นไม้ที่หล่นลงมาจากที่สูง ถูกเสือทรงเลี้ยงของเจ้าหญิงไล่ตะปบทั้งวัน จนเก็บไปนอนฝันร้ายเลยทีเดียว ภายหลังนางถึงได้เข้าใจว่าเบื้องหลังความซวยเหล่านั้นเกิดจากยัยเจ้าหญิงยัสมินาล้วน ๆ !!
‘ครั้นข้าจะวิ่งโล่ไปฟ้องจาฟาร์ ก็เกรงว่าจากวันซวย ๆ ’
‘จะกลายเป็นวันสิ้นชีพของข้าแทน’
‘เวรกรรมอะไรของข้ากันเนี่ย… ’
“แต่นั่นมันตอนเด็กนะ ตอนนี้พวกเราโต ๆ กันแล้ว ข้าไม่อยากให้นางมาทำข้าสับสนแบบนั้นอีกซูรี…” ยังไม่ทันที่เธอจะกล่าวจบประโยค มือหยาบกร้านนั้นก็พุ่งมาปิดปากนางเสียก่อน
“นี้เจ้าจะบ้าหรือไร ถึงได้พูดชื่อจริงข้าออกมาในที่แบบนี้น่ะ” เด็กสาวหันซ้ายหันขวา เธอหวังแค่ว่าจะไม่มีใครได้ยินชื่อของตนเมื่อครู่ ยังโชคดีที่เจ้านกแก้วกำลังเคี้ยวธัญพืชอยู่ ไม่งั้นมันคงพูดตามเมื่อกี้แล้วล่ะ “บอกแล้วไงว่าชื่อใหม่ข้าชื่อซินแบทน่ะ จำไว้ด้วยสิ ! เดี๋ยวข้าก็ถูกพวกทหารจับได้หรอก”
เด็กสาวถอนหายใจก่อนจะค่อย ๆ คลายมือออกจากริมฝีปากอีกฝ่าย และย้ายก้นกลับมานั่งลงตามเดิม
ก็นะ… ตอนนี้เธอกลายเป็นผู้ร้ายหลบหนีค่าหัวสูงลิ่ว จากเหตุการณ์ก่อกบฏเมื่อสิบปีก่อนในฐานะลูกสาวของรองหัวหน้ากลุ่มกบฏ เธอเลยจำเป็นต้องปลอมตัวเป็นพ่อค้าพเนจรตะลอนขึ้นเรือค้าขายไปมา นาน ๆ ทีจะกลับมาพบหน้ากับสหายเก่าที
“ข้าชินปากน่ะ ขอโทษนะซินแบท” จาฟาร์ถอนหายใจและยกยิ้มแห้ง ๆ ให้กับซินแบทที่ค้อนมองตน
“ว่าแต่เจ้าเถอะ ตั้งแต่เกิดเรื่องนั้นก็เปลี่ยนมาใช้ชื่อพ่อของเจ้าแบบนี้มันจะดีหรอ ชื่อเดิมเจ้าก็ออกจะไพเราะนะ” ซินแบทมองอีกฝ่ายที่นิ่งอึ้งไปเล็กน้อย เมื่อเธอถามคำถามแทงใจดำ
“ก็ข้าไม่อยากลืม… ” จาฟาร์กล่าวนิ่ง ๆ ด้วยใบหน้าเจ็บแค้นและรวดร้าว “และไม่อยากให้คนพวกนั้นลืมว่ามันทำอะไรกับพ่อข้าเอาไว้”
เธอยังคงจดจำได้ดี… ภาพครอบครัวของเธอที่พยายามก้มกราบขอชีวิตกับสุลต่าน คมดาบที่ฟันสะบั้นคอพวกเขาทีละคนต่อหน้าต่อตาเธอ ร่างไร้ศีรษะนั้นดิ้นพล่านทิ้งตัวลงบนพื้นที่เย็นเฉียบและหยุดนิ่งไป กลิ่นคาวเลือดที่สาดกระเซ็นไปทั่วพื้นห้องขัง เธอเฝ้ารอชำระแค้นนี้มานานร่วมแรมปี
เมื่อเห็นว่าเพื่อนสาวของตนกล่าวแบบนั้น ซินแบทได้แต่เม้มริมฝีปากอย่างกระอักกระอ่วน ก่อนจะทำการรินสุราลงในแก้วอีกฝ่ายและแก้วของตน มือเรียวยกแก้วไปด้านหน้าจาฟาร์และยิ้มจาง ๆ ให้ “แด่พ่อเจ้าและพ่อข้านะ”
“อืม… แด่พ่อของเรา” จาฟาร์ยกแก้วชนตอบกับซินแบท ก่อนจะดื่มของเหลวมึนเมานั้นลงคอของเธอไปเพื่อลืมความทุกข์
รสขมปร่าของสุราแล่นบาดคอ แต่มันยังเทียบไม่ได้กับความขมขื่นในใจ ซินแบทมองเพื่อนสนิทที่ดวงตาคู่สวยเริ่มมีแววสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนที่เธอจะเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง
“ข้ารู้นะว่าเจ้าแค้น... แต่การที่เจ้ายังยอมทนทำงานเป็นนางข้าหลวง และทนมองหน้าทรราชนั่นทุกวัน ข้าล่ะยอมใจเจ้าจริง ๆ”
ความเงียบเข้าปกคลุมโต๊ะอาหารลงไปถนัดตา จาฟาร์ไม่ได้ตอบคำถามนั้นในทันที นิ้วเรียวบางทำเพียงแค่หมุนจอกเหล้าที่ว่างเปล่าในมือไปมาคล้ายคนเหม่อลอย แววตาสีชาดสั่นระริกทอดมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างไร้จุดหมาย ปล่อยให้ลมราตรีพัดผ่านเข้ามาซับความร้อนผ่าวที่ขอบตา ก่อนที่ริมฝีปากบางจะขยับเอ่ยพึมพำด้วยความเศร้าสร้อย
“ถ้าตอนนั้นพวกเราหนีพ้น…ป่านนี้ราอิลคงโตเป็นหนุ่มรูปงามไปแล้วล่ะมั้ง” จาฟาร์กล่าวพลางยกอีกแก้วขึ้นดื่ม ฝ่ามือนนั้นเลื่อนขึ้นปาดช่วงขอบตาของตนเอง
คำว่า ‘ราอิล’ ทำให้นิ้วมือที่ถือแก้วของซินแบทถึงกับกระตุกเกร็ง ภาพเหตุการณ์เมื่อสิบปีก่อนฉายซ้ำเข้ามาในหัวราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน ภาพเด็กชายตัวน้อยที่พยายามวิ่งตามเธอและผู้เป็นพี่สาวอย่างจาฟาร์อย่างสุดกำลังในค่ำคืนที่มืดมิด ก่อนที่ร่างเล็กจะพลัดหลงหายไป เพราะถูกพวกทหารจับตัวไว้ และถูกประหารไปพร้อมกับครอบครัว
“ข้ายังจำเสียงเขาได้อยู่เลยซินแบท...” จาฟาร์แค่นยิ้มที่เต็มไปด้วยความร้าวราน ขอบตาร้อนผ่าว “บางคืนข้ายังฝันว่าเขายังอยู่... ยังมาวิ่งเล่นรอบตัวข้า แต่พอตื่นมา ความจริงมันก็ตบหน้าข้าว่า คนพวกนั้นพรากทุกสิ่งทุกอย่างไปจากข้า ไม่เหลือแม้กระทั่งน้องชายตัวเล็ก ๆ ที่ไม่รู้เรื่องอะไรด้วยเลย”
ซินแบทมองไหล่ที่สั่นเทาของเพื่อนสนิทด้วยความรู้สึกผิดและเห็นใจ นางวางจอกเหล้าลงแล้วยื่นมือหยาบกร้านไปกุมมือจาฟาร์ไว้แน่น บีบเบา ๆ เพื่อให้กำลังใจ
“เจ้าทำดีที่สุดแล้วจาฟาร์ อย่าแบกความรู้สึกผิดนั้นไว้คนเดียวเลย... ราอิลไม่เคยโกรธเจ้าหรอก และเจ้านั่นคงไม่อยากเห็นพี่สาวคนเก่งต้องมานั่งร้องไห้จมกองทุกข์แบบนี้แน่” ซินแบทใช้นิ้วเกลี่ยหลังมือเพื่อนสหาย แววตาจริงจังและอบอุ่น “อย่างน้อยเจ้าก็ยังมีสหายอย่างข้าอยู่ตรงนี้ทั้งคน... ข้าพร้อมช่วยเจ้าเสมอนั่นแหละ”
จาฟาร์สูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะพยักหน้ารับเบา ๆ เมื่อเห็นว่าอารมณ์ของเพื่อนเริ่มดีขึ้น ซินแบทจึงแสร้งกระแอมไอและปล่อยมืออีกฝ่ายออก เพื่อทำลายความเงียบอันหดหู่ เจ้าตัวคว้าเนื้อย่างเข้าปากเคี้ยวตุ่ย ปรับโหมดกลับมาเป็นพ่อค้าจอมกะล่อนคนเดิมทันที
“เอาล่ะ ๆ เลิกคุยเรื่องนี้กันดีกว่า ยิ่งเครียดยิ่งเปลืองเหล้า” นางกล่าวอย่างร่าเริง ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น “แล้วนี้ออกมานอกวังแบบนี้หนีงานมาหรืออย่างไร”
“วันนี้มีเจ้าชายแห่งแคว้นฟาโตมามาสู่ขอเจ้าหญิงยัสมินา สุลต่านเลยไล่ข้าออกมา”
“ห๊ะ ! ไล่เจ้าเนี่ยนะ เพื่อ !? ไม่ใช่ว่าควรให้เจ้าอยู่รับใช้เจ้าหญิงอย่างใกล้ชิดมากกว่าปกติหรอ? ” ซินแบทนั้นเลิกคิ้วขึ้นและยกแขนเช็ดริมฝีปากมันแผลบของตัวเอง
“สุลต่านคงเห็นว่าเจ้าหญิงมักใช้ข้าเป็นข้ออ้างในการปฏิเสธนัดการดูตัวน่ะ เลยให้นางกำนัลคนอื่นดูแลเจ้าหญิงชั่วคราวแทน” เธอกล่าวและยกยิ้มหน่อย ๆ มันเป็นแบบนั้นแทบทุกครั้งเลยล่ะ และข้ออ้างแต่ละอย่างก็ช่างไร้สาระเสียจนพระพักตร์สุลต่านแดงก่ำด้วยความพิโรธ ก่อนเสร็จพระราชดำเนินออกจากห้องบรรทมไปด้วยพระบาทที่กระแทกพื้น ซึ่งบางครั้งเธอเองยังเผลอหลุดขำออกมาเลย
‘โอ้โหเฮะ… ยัยเจ้าหญิงเหลี่ยมจัดทำขนาดนี้แล้ว ทำไมเพื่อนข้ามันยังไม่รู้ตัวอีกฟะ’
ซินแบทคิดและรู้สึกสมเพชเจ้าหญิงยัสมินาเลยทีเดียว
“แกว๊ก ! ดูตัว แกว๊ก ๆ ”
“โอ๊ย ! ไอ้นกของเจ้านี้มันพูดมากน่ารำคาญจริง ๆ นะ” ซินแบทที่กำลังคิดเพลินๆ อยู่ หันมองสัตว์เลี้ยงของอีกฝ่ายอย่างนึกรำคาญเสียงแหลมแสบแก้วหูราวกับว่ากลัวคนเขาจะไม่รู้ว่ามีมันอยู่ตรงนี้ด้วย
“คุณยาโก้ไม่ได้พูดมากสักหน่อย กลับกันมันทั้งขี้อ้อนและฉลาดมาก ๆ เลยด้วย” จาฟาร์กล่าวชมพลางเคลื่อนมือไปลูบหัวสัตว์เลี้ยงของตนเบา ๆ “ตอนนี้ข้าฝึกขอมือกับบินส่งจดหมายได้แล้ว ไว้คราวหน้าข้าให้เจ้าได้ดูตอนมันคาบของเล่นลงกล่องแล้วกันนะ”
“เหรอ… แล้วเจ้าไปได้มันมาจากไหนน่ะ เมื่อสองสามปีก่อนข้ายังไม่เห็นมันเลย” นางกล่าวพลางยกแก้วขึ้นดื่ม
“ข้าได้มาตอนไปเดินตลาดเมื่อปีก่อนน่ะ เจ้าหญิงยัสมินาเป็นคนซื้อให้ข้า… ”
พรู๊ดดดดดดด !!
ไม่ทันจะได้เล่าต่อซินแบทก็พ่นสุราออกมา พร้อมกับไอสำลักกับสิ่งที่ตนเพิ่งได้ยิน
“อี๋… ซินแบทมันสกปรกนะ ! ” จาฟาร์ที่นั่งอยู่ตรงกันข้ามถึงกับทำหน้าเหยเกเมื่อของเหลวนั้นสาดกระเซ็นใส่เธอ
“ใครให้เจ้านกนั่นมานะ? ” หญิงสาวย้ำถามอีกครั้งโดยไม่ได้สนคำต่อว่าของอีกฝ่าย
‘นี้ข้าล่ำสุราจนเมามาย ถึงขั้นหูฝาดเลยหรอ?’
“เจ้าหญิง - ยัสมินา - เป็นคนซื้อให้ข้า… ชัดพอนะ” จาฟาร์ตอบประชดประชันกลับ เมื่อเห็นเพื่อนของเธอเมินคำต่อว่า และนำผ้าขึ้นมาซับบริเวณที่ตนเปียกปอน
“เอาไอ้นกจกเปรตนี่ไปทิ้งเชื่อข้า ! ”
ตะหงิด ๆ อยู่แล้วว่าทำไมถึงไม่ถูกชะตากับไอ้นกตัวนี้นัก
“สัตว์ที่ยัยเจ้าหญิงนั่นเอามาให้ มันต้องมีอะไรแอบแฝงแน่ๆ สัญชาตญาณของข้ามันฟ้อง !! ”
“แกว๊ก ๆ ๆ ๆ !! ” คุณยาโก้ที่ได้ยินแบบนั้นไม่พอใจขึ้นมาทันที มันจัดการบินเอาปีกเข้าปะทะหน้าซินแบท จงใจใช้จงอยจิกและดึงกระตุกเส้นผมจนสุดแรง “โอ๊ย ๆ ! ไอ้นกผีปล่อยผมข้านะ”
“หยุดนะคุณยาโก้ ! ” จาฟาร์ที่เห็นเหตุการณ์ชุลมุนยืนขึ้นพยายามเอื้อมไปคว้านกแก้วของเธอเอาไว้ไม่ให้ไปทำร้ายซินแบทที่ตอนนี้ยกมือขึ้นปัดไล่ปีกที่ตีเข้าหน้าไม่หยุด แต่เจ้านกตัวแสบก็ไม่หยุดอยู่เพียงแค่นั้น มันบินขึ้นไปเหนือศีรษะ และทำการทิ้งทุ่นระเบิดถ่ายของเสียฝากไว้เป็นรอยแค้นบนเสื้อคลุมอีกฝ่ายก่อนบินหนีจากไป
“เสื้อคลุมข้า ! วันนี้แกได้เป็นนกผัดเผ็ดแน่ไอ้นกผี ! ” ซินแบทแทบจะพุ่งตัวออกจากร้าน หวังจะไล่ตามถอนขนเจ้านกตัวแสบนั่นให้หายแค้น
“พอเถอะนะซินแบท ปล่อยมันไปเถอะ” จาฟาร์นั้นคว้าเข้าที่แขนอีกฝ่ายเมื่อรู้ว่าเพื่อนสาวของตนนั้นกำลังอารมณ์เสียถึงขีดสุด “เจ้าหญิงเป็นคนซื้อมันให้ข้าก็จริง แต่ข้าเป็นคนเลี้ยงดูมันนะ มันไม่มีพิษภัยหรอก”
“ก่อนจะบอกว่ามันไม่มีพิษมีภัย ดูผลงานมันบนหัวข้าก่อนไหม ! เนี่ยดูผมข้าสิ… หายไปหลายกระจุกเลยเนี่ย ไหนจะเสื้อคลุมข้าอีก ! "ซินแบทกล่าวอย่างหัวเสียพลางชี้ไปยังศีรษะที่ยังคงมีรอยเล็บและรอยแดงจาง ๆ จากการถูกดึงเส้นผมออกไป ก่อนจะชี้ไล่ลงมายังของเหลวสีขาวบริเวณหัวไหล่ตนที่เจ้านั่นทิ้งไว้เป็นหลักฐานอย่างขอความเป็นธรรม
“เจ้าไปกล่าวว่ามันแบบนั้นมันคงจะเข้ามาอ้อนเจ้าหรอก” จาฟาร์เบ้ปากให้กับท่าทางเพื่อนสนิทของตน
“แล้วมันจะกลับมาไหม? "ซินแบทได้แต่มองเงานกนั่นที่ตีปีกบินไปไกลจนเห็นแค่เงาราง ๆ
“คงไม่แล้วล่ะ มันน่าจะบินกลับไปที่ห้องนอนข้าตามปกติน่ะ”
“ฝากไว้ก่อนเถอะไอ้นกผี” ซินแบทพูดลอดไรฟันอย่างคาดโทษสัตว์เลี้ยงของจาฟาร์ เจ้าตัวหน้าเบ้อีกครั้งเมื่อหันมามองช่วงไหล่ที่มีอุจจาระของวิหคแสบ เธอได้แต่ทำใจและเอาผ้าออกมาเช็ดเสื้อคลุมตัวโปรดของตน
“เอาน่า… เดี๋ยวข้าจัดการทำความสะอาดผ้าคลุมเจ้าให้ก็ได้”
“ไม่อะ” หญิงสาวตอบปฏิเสธไปแทบทันที “ข้าเอากลับไปซักเองดีกว่า เดี๋ยวคนในวังจะสงสัยเจ้าเอา” ซินแบทกล่าวพลางยกสุราขึ้นดื่มรวดเดียวหมด
“จะว่าไปเจ้าได้ไปที่ถ้ำนั้นยังน่ะ? ” เจ้าตัวเปลี่ยนเรื่องและก่อนจะหาเศษไม้มาแคะเอาเนื้อตาแห้งออกจากร่องฟัน
“ไปมาแล้วล่ะ” จาฟาร์ตอบกลับด้วยใบหน้าหงิกงอ แต่ดูเหมือนเพื่อนสาวของเธอจะไม่ทันสังเกตสีหน้า เลยยิงคำถามชุดใหญ่ไฟกะพริบกลับมา
“จริงเหรอ ! แล้วเป็นไงบ้าง? สำเร็จไหม? เจ้าได้มันมาหรือเปล่า? ได้ขอพรไปหรือยัง? ”
“โอ๊ย !!! ฟังข้าให้จบก่อน ข้าไปมาแล้วแต่แผนที่วางไว้ล้มไม่เป็นท่า” นัยน์ตาสีแดงกรอกตาไปมาก่อนจะหยิบสุราขึ้นมาดื่มย้อมใจ “เจ้ารู้ไหมว่าไอ้พวกที่จ้างวานไปกับข้า มันไม่ฟังอะไรข้าเลยซักนิด เตือนแล้วเตือนอีกว่ามีคำสาปของพวกสี่สิบขุนโจร พวกม๊านนนน ก็ดันทะลึงวิ่งดาหน้าเข้าไปในถ้ำ และก็ตายคาที่ในนั้น”
“อา… ข้าละเซ็งแทนจริง ๆ ” ซินแบทถึงกับยกมือขึ้นนวดขมับตนเอง ถึงแม้ว่าตัวเธอจะไม่ได้ร่วมด้วย แต่ก็อดเสียดายแทนไม่ได้จริง ๆ “แต่แสดงว่าตำนานที่ข้าเคยเล่าให้เจ้าฟังเมื่อคราวก่อน ก็เป็นความจริงสินะ”
“ก็ใช่แหละ” จาฟาร์ถอนหายใจ “แต่มันเหลือเวลาไม่มากแล้ว ข้าสามารถไปที่นั่นได้แค่อีกครั้งเดียวเท่านั้นเอง”
ใช่แล้ว… จากข่าวลือของซินแบทเมื่อคราวก่อน ทำให้จาฟาร์ได้ลายแทงสำหรับเดินทางไปยังถ้ำต้องสาป ที่ร่ำลือกันว่าในอดีตถ้ำแห่งนี้เคยเป็นแหล่งกบดานและที่เก็บสมบัติของพวกสี่สิบขุนโจร ที่สุดท้ายก็เสียชีวิตจากการโดนน้ำมันเดือดราดทั้งเป็นด้วยกลอุบายของพวกคนในบ้านเศรษฐีอาลีบาบา
แรงอาฆาตก่อให้เกิดเป็นคำสาปว่ามันผู้ใดที่เข้าไป และแตะต้องสมบัติของพวกมันด้วยความโลภ จะถูกปิดตายและถูกถ้ำแห่งนั้นกลืนกินความละโมบไปตลอดกาล ตัวถ้ำจะเปิดออกในรอบสิบปี ในคืนดวงจันทร์สีเลือด และเพียงแค่สี่สิบราตรีเท่านั้น
และภายในถ้ำได้ซุกซ่อนของบางอย่างที่หัวหน้ากลุ่มโจรเคยครอบครองไว้ นั่นคือตะเกียงวิเศษที่กักขังยักษ์จินนี่ หากผู้ใดถูตะเกียงปลดปล่อยยักษ์ตนนั้นออกมา มันจะดลบันดาลให้ผู้ที่ถือครองตะเกียงสามารถขอพรวิเศษได้ถึงสามประการ
เมื่อตัวเธอได้รับข่าวสารนี้มา ก็รีบหาฤกษ์ยามเพื่อไปที่แห่งนั้น แต่อุปสรรคใหญ่คงจะเป็นการขอลาหยุดจากเจ้าหญิงยัสมินา เพราะกว่าจะกำหนดเรื่องนางกำนัลที่จะมารับใช้แทน กว่าจะกำหนดวันลาว่าจะกลับวันไหน กว่าจะกำหนดการเดินทางใช่ว่าจะง่าย ๆ เธอจะต้องใช้เวลาเดินทางสามวันสามคืนในการไปถึงที่แห่งนั้น ถ้าไปกลับก็ร่วมเจ็ดวัน หากเธอลายาวแบบนี้ติดต่อกัน คงกลายเป็นที่สงสัยและครหาแน่ ๆ เธอถึงได้ทิ้งช่วงระยะเวลาไว้ให้เหมาะสมในการลา ซึ่งมันได้อีกแค่ครั้งเดียวเท่านั้น
“เจ้าคิดไว้หรือยังว่าถ้าเจอตะเกียงแล้วจะขอพรว่าอะไรน่ะ” ซินแบทถามในขณะที่กำลังเคี้ยวเนื้อในปากอยู่
“ข้าคิดไว้แล้วล่ะ แต่คงบอกเจ้าตรงนี้ไม่ได้” จาฟาร์กล่าวนิ่ง ๆ ด้วยน้ำเสียงเย็นชา เพราะสิ่งที่เธอต้องการจะขอนั้นนอกจากความสงบสุขของอัคราบาห์ ก็คงจะเป็นความทุกข์ทรมาณจากการตายทั้งเป็นของทรราชที่ผูกความแค้นเธอไว้
ซินแบทมองซ้ายแลขวาก่อนจะหันไปกระซิบข้างๆหูจาฟาร์ “ข้าขอเสนอให้เจ้าจับเจ้าหญิงเป็นทาสสวาท ยึดบัลลังก์ ละก็หักอกเจ้าหญิง ทิ้งนางไว้ในคุก รับรองสุลต่านจะได้จุกอกตายแน่ ๆ ” จาฟาร์ผลักหัวซินแบทออกให้ที แต่เพื่อนกระล่อนยังไม่หยุด โน้มกลับมากระซิบต่อ “ถ้าไม่ชอบงั้นเอาแค่ จับเจ้าหญิงเป็นเมียแล้วยึดบัลลังก์เฉยๆก็ได้”
“พอได้ละ ไม่อย่างนั้นข้าโกรธเจ้าจริงๆด้วย”
เมื่อได้ยินคำขู่แบบนั้นซินแบทก็ได้แต่กลืนเนื้อเหนียวๆลงคอ ไม่กล้าเสนอต่อ
“ว่าแต่… ถ้ำน่ากลัวแบบนั้นมันจะมีตะเกียงวิเศษอยู่จริง ๆ หรอ? ”
“ขนาดถ้ำที่เจ้าคิดว่ามันไม่น่าจะมี มันยังมีเลยนะ ข้าว่ามันมีโอกาสสูงที่จะมีตะเกียงวิเศษอยู่ภายในนั้นเช่นกัน”
“ก็จริงแหละ… แล้วนี้เจ้าคิดหรือยังว่ารอบสุดท้ายนี้เจ้าจะพาใครไป? ”
สิ้นคำถามนัยน์ตาสีแดงก็จับจ้องมายังทางเจ้าของคำถามอย่างไม่วางตา ซินแบทถึงกับเหล่ตามองไปทางอื่น “ไม่ต้องมามองข้าเลย"เจ้าตัวดันใบหน้าของจาฟาร์ให้หันไปทางอื่นแทบทันที
“ข้ายังรักชีวิตอยู่ หากเจ้ายังเห็นข้าเป็นสหาย ก็ไปหาคนอื่นเถอะ”
“โธ่ ซินแบท เจ้าก็เห็นอยู่ว่าอีกนิดเดียวพวกเราจะ… ”
“หึ ไม่อะ… เจ้าพูดให้ตายเกี่ยวกับอุดมการณ์ของเจ้ายังไง ข้าก็ไม่เอาด้วยหรอก” ซินแบทปฏิเสธเสียงแข็ง “ข้านำข่าวสารเรื่องตะเกียงมาให้ ข้าไม่ได้เสี่ยงชีวิตกลับมาอัคราบาห์ เพื่อให้เจ้าลากข้าไปตายในถ้ำนั้นนะ เจ้าก็รู้ว่าข้าทนเห็นของสวย ๆ งาม ๆ ไม่ได้หรอก”
ได้ยินแบบนั้นถึงกับทำให้เจ้าของนัยน์ตาสีชาดนั้นถอนหายใจ ไม่ใช่ว่าเธอจะไม่เข้าใจอีกฝ่ายหรอก แต่ครั้นจะจ้างใครไปนำเอาตะเกียงออกมาจากถ้ำอันตรายแห่งนั้น เธอก็ไม่รู้จะไปจ้างใครที่ไหนอีก
“จ้างทั้งทหารรับจ้างก็แล้ว โจรทะเลทรายก็แล้ว พวกนั้นก็ยังเอาไม่อยู่เลยนะ…”
“โหยยยย ก็เจ้าไปจ้างพวกคนแบบนั้นมา ก็เหมือนให้ไปตายฟรีเลยน่ะสิ” ซินแบทถึงเท้าคางมอง
“หมายความว่าไง? ”
“ก็ถ้ำแห่งนั้นน่ะ มีคำสาปเกี่ยวกับความโลภใช่ไหมล่ะ คนพวกนั้นยังไงก็ต้องหวังสมบัติไว้ก่อนอยู่แล้ว ที่ข้าจะแนะนำคือ… อย่างแรกเจ้าต้องเลือกพวกคนที่ไม่มีญาติพี่น้องที่ไหน แบบถ้าเกิดตายขึ้นมาจะได้ไม่มีเรื่องสืบมาจนถึงเจ้ากับข้าได้ สองต้องเป็นคนมีอุดมการณ์แรงกล้าแบบเจ้า ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่ข้า เพราะต้องเป็นคนที่ดีพอที่จะยอมเข้าไปด้านในเพื่อหยิบตะเกียงเพียงอย่างเดียว”
“เจ้าว่าอย่างกับคนแบบนั้นจะมีให้เลือกเกลื่อนตลาดอย่างนั้นแหละ”
แค่ได้ฟังสรรพคุณก็ชวนให้เธอปวดหัวมากกว่าเดิมละ
“คนแบบที่เจ้าว่ามาคงไม่ร่วงหล่นลงมาจากฟ้าหรอกนะ”
ตุ๊บ ! โครม !
สิ้นประโยคขบขันของจาฟาร์หลังคาด้านบนก็ถล่มลงมาจนเป็นรูโหว่ขนาดหย่อม เสียงกระเบื้องและข้าวของแตกกระจาย พร้อมกับบางสิ่งที่หล่นลงมาทับร่างของหญิงสาว ฝุ่นควันตลบอบอวล พร้อมกับผู้คนที่ส่งเสียงไอค่อกแค่ก อาหารที่พวกเธอสั่งไว้เละเทะไปทั่วพื้น
“แค่ก ๆ … จาฟาร์เจ้าเป็นอะไรไหม” ซินแบทที่ยังไอจากฝุ่นควัน รีบลุกขึ้นไปดูบริเวณที่จาฟาร์นั่งอยู่แทบทันที
เธอใช้ผ้าคลุมตัวโปรดทำการโบกสะบัดไล่ฝุ่นควัน เด็กสาวในรูปลักษณ์พ่อค้านิ่งอึ้งไปเล็กน้อยกับภาพตรงหน้าที่เริ่มชัดขึ้น ร่างของชายหนุ่มรูปร่างเพรียวบาง ผิวพรรณหยาบกร้าน สวมชุดสกปรกมอซอ กำลังคร่อมทับร่างเพื่อนสาวของเธอในท่าที่ล่อแหลม
“เจ้าเป็นอะไรหรือเปล่า” ริมฝีปากชายหนุ่มประดับด้วยรอยยิ้มละมุนละไม เขาก้มมองหญิงสาวเจ้าของนัยน์ตาแดงงดงามที่อยู่ใต้ร่างของตน จาฟาร์ที่กำลังตกใจกับสถานการณ์ตรงหน้าได้แต่นิ่งเงียบไป เพราะใบหน้าของทั้งคู่ห่างกันไม่ถึงคืบ หากพลาดเพียงนิดเดียวริมฝีปากคงได้สัมผัสกันเป็นแน่ พวงแก้มจาฟาร์ร้อนวาบขึ้นสีแดงระรื่อ พร้อมกับเหยียดแขนเต็มแรงดันอกแกร่งนั้นให้ถอยห่างจากเธอ แต่ด้วยแรงของสตรีทำให้ชายหนุ่มเพียงแค่เซไปเล็กน้อยเท่านั้น
“ข้าไม่เป็นไร รบกวนช่วยลุกออกไปจากตัวข้าด้วย”
หากเป็นมุมมองจากคนอื่น คงจะมองว่าเธอคงรู้สึกเขินอายที่ได้ใกล้ชิดบุรุษรูปงาม แต่ตัวจาฟาร์นั้นกลับรู้สึกต่างออกไป อีกฝ่ายเนื้อตัวมอมแมมสกปรกที่ไม่รู้หัวนอนปลายเท้ามาจากไหน อยู่ ๆ ก็ตกลงมาจากหลังคามาคร่อมทับบนตัวเธอ ทำร้านรวงคนอื่นเขาเสียหาย แล้วยังมีหน้ามายกยิ้มเล่นหูเล่นตาดูไม่ทุกข์ร้อนที่ทำรุ่มร่ามกับเธอซึ่งเป็นถึงนางกำนัลของเจ้าหญิงแบบนี้อีก
‘หากใครมาเห็นสภาพข้าเช่นนี้ คงได้นำไปติฉินนินทาแน่ ๆ ’
‘บัดสีที่สุด ! ’
“ข้าขออภัยจริง ๆ ” เขาว่าพลางกระเถิบถอยออกมาและลุกขึ้นยืน ชายหนุ่มส่งมือออกไปทางหญิงสาวหวังจะช่วยดึงรั้งขึ้นมาด้วยใบหน้าที่สำนึกผิด "ให้ข้าช่วยพยุงท่านไหม? ”
จาฟาร์สำรวจมองอีกฝ่ายอย่างพิจารณาดี ๆ ก็ปฏิเสธไม่ได้ ว่าถึงแม้อีกฝ่ายจะเนื้อตัวสกปรก และมีกลิ่นสาบสัตว์ผสมไอแดดชวนให้จาฟาร์ยู่หน้าเล็กน้อย แต่ใบหน้าคมคายนั้นดูมีเสน่ห์ชวนให้ผู้ได้พบเห็นหลงใหลได้โดยง่าย
แต่ไม่ใช่กับเธอ
“ไม่ล่ะ ข้ายืนเองได้” จาฟาร์ปฏิเสธเสียงแข็ง และพยุงร่างของตัวเองขึ้นเมินความหวังดีนั้น ก่อนจะทำการปัดฝุ่นตามเนื้อตัวของตนด้วยใบหน้าที่ไม่สบอารมณ์ โดยมีซินแบทเดินมาสำรวจความปลอดภัยด้วยใบหน้าที่วิตกกังวล
“เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง มีเศษกระเบื้องบาดหรือเปล่า” ซินแบทมองไปทั่วตัวของจาฟาร์ เธอแทบอยากจะมุดขึ้นเรือและออกนอกอาณาจักรไปเลยตอนนี้
‘โอ๊ยตาย ๆๆๆ อย่าให้เรื่องนี้ถึงหูยัยเจ้าหญิงนั่นเชียวนะ !! ’
‘ข้าไม่ได้ตายดีแน่’
ซินแบทคิดอย่างหวั่นวิตก ตั้งแต่ที่จำความได้ เจ้าหญิงยัสมินาแทบไม่เคยให้ภัยอันตรายใด ๆ หรือบุรุษคนไหนได้เข้าใกล้จาฟาร์เลยแม้แต่น้อย แค่เหตุการณ์นี้เหตุการณ์เดียวก็ทวีคูณสองแล้ว นี้ถ้าหากว่าเจ้าหญิงยัสมินารู้ว่าเธออยู่ในที่เกิดเหตุด้วย หากถูกทางวังจับได้ นอกจากจะต้องโทษคดีหลบหนีที่มีอยู่ก่อนแล้ว ไม่อยากคิดถึงสารพัดโทษทัณฑ์ที่ยัยเจ้าหญิงทรงพระเหลี่ยมจะยัดเยียดมาให้เพียงเพราะเธอไม่ดูแลเพื่อนรักของตนเองให้ดีอีกกระทงหรอกนะ
‘เอะอะก็โทษเธอตลอด ตั้งแต่เมื่อก่อนละ’
‘จาฟาร์โดนมีดบาด’
‘ซินแบทไปปอกผลไม้ จนกว่าแผลจาฟาร์จะหาย’
‘จาฟาร์มีคนมาสนใจ’
‘ซินแบทไปล้างห้องน้ำคนเดียว จนกว่าคน ๆ นั้นจะเลิกสนใจจาฟาร์’
มันเลยกลายเป็นว่าทำให้ตัวเธอติดนิสัยหวาดระแวงเจ้าหญิงยัสมินาไปโดยปริยาย ทุกวันนี้เธอก็ยังสงสัยอยู่เลยว่า เธอไปทำเวรทำกรรมอะไรกับอีกฝ่ายไว้ ถึงได้เอาทุกอย่างมาลงที่เธอเนี่ย
‘อะไร ๆ ก็มาลงที่ข้า’
‘ซินแบทผิดตล๊อดดดด !! ’
“ข้ายังปลอดภัยดี” จาฟาร์ตอบกลับหันไปมองชายหนุ่มที่ค่อย ๆ เก็บมือกลับไปและส่งยิ้มแห้ง ๆ มาให้เท่านั้น แต่แล้วเสียงทุ้มใหญ่ของหัวหน้าทหารนั้นก็ดังลั่นอยู่หน้าประตูร้านอาหาร
“เจอตัวมันแล้ว” ทหารอีกจำนวนหนึ่งล้อมรอบดักทางเอาไว้ ทั้งหน้าต่างและบานประตู คงยากที่จะหลบหนีออกไปได้
“วันนี้แกไม่รอดแน่อะลาดิน !! ”