เหยาหยวนเฟิงซี
"ไม่ได้จ้ะ"
ฮูหยินใหญ่ รีบปรามทันควัน
"นางยังต้องสยบปราณอย่างใกล้ชิด อารมณ์พุ่งพล่านเพียงนิดปราณหยินก็อาจจะระเบิดออกมาได้"
"โธ่ ท่านแม่เจ้าคะ..." บาจี เริ่มแผนการออดอ้อนทันที นางขยับเข้าไปใกล้บิดาพลางทำเสียงอ่อนเสียงหวาน
"นางมาอยู่ที่นี่เอาแต่ฝึกอย่างเดียวมันเคร่งเครียดเกินไปนะเจ้าคะ ตอนที่ลูกเห็นนางที่ศาลา นางดูเหง๊าเหงา... การได้มาพักผ่อนคลายเครียดบ้างก็น่าจะเป็นผลดีต่อการปรับปราณไม่ใช่หรือเจ้าคะ?"
เหว๋ บาหลง ฟังแล้วก็พยักหน้าตามอย่างเห็นคล้อย
"อืม... ที่ลูกสี่พูดมาก็มีเหตุผลนะ"
"แต่มันไม่เหมาะนะท่านพี่" ฮูหยินใหญ่รีบแย้งต่อ
"ปราณของนางรุนแรงมาก หากคุมไม่อยู่จะเป็นอันตรายกับทุกคนในงานเลี้ยงได้"
บาหลงชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าตามฮูหยินใหญ่
"อืม... ที่ฮูหยินพูดก็ถูก เรื่องความปลอดภัยต้องมาก่อน"
เมื่อเห็นบิดาโลเลไปมา บาจีจึงงัดไม้ตายออกมา นางทำหน้าพองแก้มกลมเหมือนเด็ก ๆ ที่ขัดใจพลางบ่นอุบอิบ
"ท่านพ่อท่านแม่ลืมไปแล้วหรือเจ้าคะ ว่าโหรวหลิ่งก็มี 'ของวิเศษ' ที่ใช้ผนึกปราณชั่วคราวได้ไม่ใช่หรือ? ถ้าเอาออกมาให้นางใช้ชั่วคราวก็สิ้นเรื่อง"
"ไม่ได้เด็ดขาด!" ฮูหยินใหญ่ยังคงยืนกราน
"ของชิ้นนั้นมันใช้ผนึกได้แค่ชั่วคราว แถมยังเสี่ยงต่อการที่ปราณจะตีกลับในภายหลัง"
บาหลงเมื่อได้ฟังเหตุผลของเมียรักแล้วก็พยักหน้าหงึกหงัก
"จริงด้วย... ถ้าปราณตีกลับมันจะได้ไม่คุ้มเสีย"
"โถ่! งานเลี้ยงก็จัดแค่ประเดี๋ยวเดียวเองนะเจ้าคะ" บาจีถอนหายใจยาวพลางเขย่าแขนบิดา
"ให้นางมาพักผ่อนบ้างเถอะเจ้าค่ะ การได้พบปะผู้คนก็เป็นส่วนสำคัญของการฝึกนะเจ้าคะ เหมือนคนเราฝึกยุทธน่ะแหละ ต้องมีช่วงพักผ่อนบ้างใจถึงจะสงบ ท่านพ่อว่าจริงไหมเจ้าคะ?"
บาหลงที่โดนลูกอ้อนจนใจอ่อนยวบก็พยักหน้าตามอีกครั้ง
"อืม... ใช่ใช่ ที่ลูกว่ามามันก็มีส่วนถูกนะ พักบ้างอะไรบ้างใจจะได้ไม่ตึงเกินไป"
ฮูหยินใหญ่ถอนหายใจแรงพลางมองลูกสาวตัวแสบที่เถียงคำไม่ตกฟาก ส่วนบาหลงเมื่อเห็นท่าทีนั้นก็รีบหันไปพูดสนับสนุนลูกสาวทันที
"น้องหญิง ข้าว่าเจ้ารองพิจารณาดูอีกทีเถอะ จะเหมาะสมไหมหากเราจะเชิญแขกออกมาพักผ่อนจิบสุราผลไม้ดูการแสดงบ้าง ให้หยีเอ๋อได้เปลี่ยนบรรยากาศจากห้องเปล่า ๆ มาเจอผู้คนบ้างก็น่าจะดีต่อนางไม่น้อยนะ"
ฮูหยินใหญ่ต้องถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่อีกครั้ง นางมองใบหน้าจิ้มลิ้มของลูกสาวตัวแสบ
‘ …ดูอย่างไรลูกสี่ก็คงไม่ยอมเลิกลาจนกว่าจะได้ชวนลูกหลันหยีมาร่วมงานให้ได้’
สลับกับใบหน้าใจดีของสามีที่พร้อมจะตามใจลูกสุดที่รักในทุกเรื่อง
‘ แต่ว่า… การที่เด็กสาววัยแรกรุ่นอย่างหลันหยีได้ออกมาพบปะผู้คนและผ่อนคลายบ้าง ก็อาจจะช่วยลดทอนความหม่นหมองในจิตใจ ซึ่งอาจจะส่งผลดีต่อการคุมปราณหยินที่อ่อนไหวตามอารมณ์ของนางเช่นกัน…’
ตัดกลับมาทางจวนรับรองแขก
ท่ามกลางความเงียบสงบในห้องฝึกฐานปราณ หลันหยี ค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ ไอเย็นรอบกายที่เคยพุ่งพล่านบัดนี้สงบลงราวกับผิวน้ำที่ไร้ระลอกคลื่น โดยมี อาหลิง และ อาหลาน สองสาวใช้คนสนิทคอยยืนเฝ้าปรนนิบัติอยู่ไม่ห่างด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความห่วงใย
"ยอดเยี่ยมมาก... วันนี้เจ้าทำได้ดีกว่าวันก่อนๆ มากทีเดียว" ฮูหยินรองหวีฟ่าน เอ่ยชมด้วยรอยยิ้มอบอุ่น
“หากเป็นเช่นนี้…เจ้าอาจจะควบคุมตนเองได้ก่อนถึงช่วงเวลาเหยาหยวนเฟิงซีก็เป็นได้”
‘แปลกจริงเชียว… เมื่อครู่ตอนข้าเจอกับคุณหนูสี่นั่น ข้ายังรู้สึกเหมือนปราณกำลังพุ่งพล่านกว่าที่เคยแท้ๆ…แต่ตอนนี้ มันกลับสงบได้ง่ายลง…?’
นางมองดูปลายนิ้วมือของตนที่มีความรู้สึกแปลกยามเมื่อเกือบสัมผัสกับบาจี…
‘ช่างเถอะ ๆ อย่าไปคิดถึงนางให้เสียเวลาเลยดีกว่า… ว่าแต่เมื่อครู่… ท่านน้าหวีฟ่านกล่าวถึงอะไรกันนะ?’
“ท่านน้าเจ้าคะ… เหยาหยวนเฟิงซี..? นั่นคืออะไรหรือเจ้าคะ?”
หวีฟ่านฉายสีหน้ากังวลเพียงเล็กน้อย ก่อนจะกลับสู่อารมณ์เดิมตามปรกติ
“ เหยาหยวนเฟิงซี… คือช่วงเวลาที่เจ้าเข้าสู่ความเป็นผู้ใหญ่ของโหรวหลิ่ง… มันคือช่วงเวลาที่ปราณของเจ้าจะรุนแรงมากที่สุด”
คำตอบนั้นทำให้หลันหยีรู้สึกใจสั่น
‘ปราณที่รุนแรงยิ่งกว่าที่ข้าเคยมีงั้นหรือ!?’
“ แล้ว…” นางกลืนน้ำลายด้วยความหวาดผวา “นั่นคือ..เมื่อใดรึเจ้าคะ?”
“...ช่วงเวลาสำหรับครั้งแรกนั้น ไม่สามารถบอกได้ เพียงแต่… เหยาหยวนเฟิงซีนั้นหากเจ้าผ่านไปแล้วครั้งนึงก็จะเกิดขึ้นทุก ๆเดือน… แต่ในตอนนี้ เจ้าอย่าให้มันมากดดันเจ้าเลย… ”
ในขณะที่หลันหยีกำลังเรียนรู้ข้อมูลใหม่อยู่นั้น ฮูหยินใหญ่ ก็ก้าวเข้ามาภายในห้องด้วยท่าทางสุขุมน่ายำเกรง
เมื่อเห็นผู้มาใหม่ หลันหยีรีบขยับกายลงจากอาสนะฝึกปราณเพื่อทำความเคารพตามมารยาทกุลสตรีที่เคร่งครัด
"คารวะฮูหยินใหญ่เจ้าค่ะ" หลันหยีย่อกายลงอย่างอ่อนช้อย โดยมี อาหลิง และ อาหลาน ที่หมอบกายคารวะอยู่ด้านหลังด้วยท่าทางนบนอบ
"วันนี้ถือเป็นนิมิตหมายดีที่เจ้าคุมปราณได้รวดเร็ว หลันหยี..." ฮูหยินใหญ่เอ่ยพลางกวักมือเรียกสาวรับใช้ที่ตามหลังมาให้นำกล่องไม้กล่องนึงมามอบให้
"ในเมื่อลูกสี่เพิ่งกลับมาถึงจวน ท่านเหว๋จึงอยากให้ชวนเจ้าไปร่วมงานเลี้ยงฉลองการกลับมาของลูกสี่เพื่อเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศ และข้าจึงนำของสิ่งนี้มาให้เจ้า"
ฮูหยินใหญ่พยักหน้ารับน้อย ๆ ก่อนจะก้าวเข้าไปหาหลันหยี ในมือของนางประคองกล่องไม้แกะสลักอย่างดี ซึ่งมีสิ่งของบางอย่างวางเด่นอยู่บนผ้าไหมสีแดงมงคล
“นี่คือกำไลหยกทมิฬ”
เครื่องประดับโบราณที่มีสีดำสนิทราวกับนิลกาล ทว่ากลับมีรัศมีสีจาง ๆ แผ่ออกมาดูน่าเกรงขามและลึกลับ
หลันหยีจ้องมองกำไลหยกทมิฬตรงหน้าด้วยแววตาไหวระริก
“ แม่อยากให้เจ้าสวมสิ่งนี้เอาไว้เพื่อความปลอดภัยเมื่อต้องไปอยู่นอกจวน”
"ของขวัญ... และเพื่อความปลอดภัยหรือเจ้าคะ?"
"ใช่แล้ว สิ่งนี้คือของวิเศษโบราณที่สืบทอดกันมา"
ฮูหยินใหญ่เริ่มอธิบายด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่หนักแน่น
“มันมีคุณสมบัติในการช่วย 'ผนึกปราณ' ของโหรวหลิ่งได้ชั่วคราว เมื่อเจ้าสวมมันไว้ กระแสปราณหยินในกายจะถูกกดให้สงบนิ่ง ไม่พุ่งพล่านออกมาทำร้ายใครโดยไม่ตั้งใจ"
‘ผนึกปราณ…!? มีสิ่งเช่นนี้อยู่ด้วยหรือ หากเป็นเช่นนั้น… หากมีสิ่งนี้ ข้าก็สามารถกลับไปหาท่านพ่อ กลับไปยังเมืองหลวงได้ไวขึ้นไม่ใช่หรือ..!?’
แต่ก่อนที่นางจะดีใจไปมากกว่านั้น ฮูหยินใหญ่ก็เอ่ยกำชับด้วยสีหน้าจริงจัง
"แต่เจ้าต้องจำไว้ให้มั่น กำไลนี้ไม่อาจผนึกปราณได้ตลอดไป พลังของมันมีจำกัดและใช้ได้เพียงชั่วเวลาสั้น ๆ เท่านั้น”
และคำนี้เองที่ดับฝันอันแสนสั้นของหญิงสาว
“จึงไม่ใช่ของที่เจ้าจะนำมาสวมติดตัวได้ตลอดเวลา มันเป็นเหมือนสิ่งช่วยเหลือยามฉุกเฉินเมื่อเจ้าควบคุมไม่ได้เท่านั้น เพียงแต่… มันเป็นสิ่งที่นำมาใช้ควบคุมไว้ในยามที่จำเป็นต้องออกไปพบปะผู้คนได้อยู่”
นางอธิบายเพิ่ม ด้วยความไม่อยากให้เด็กสาวต้องสงสัยว่าทำไมที่ผ่านมาถึงไม่นำสิ่งนี้ออกมามอบให้
“ หากว่าเจ้าสะดวกใจ ข้าก็อยากให้เจ้าสวมมันแล้วไปร่วมงานเลี้ยงในคืนนี้เถิด ถือเสียว่าเป็นการพักผ่อนจากการฝึกฝนที่หนักหน่วงมาตลอดหนึ่งเดือน"
หลันหยีนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ดวงตากลมโตจ้องมองกำไลหยกทมิฬในถาดไม้ด้วยความรู้สึกที่หนักอึ้ง แม้ลึก ๆ ในใจจะยังมีความประหม่าต่อสถานการณ์ที่ศาลากลางน้ำ
แต่ด้วยการอบรมสั่งสอนจากตระกูลหลินที่ยึดถือมารยาทและความกตัญญูเป็นที่ตั้ง นางย่อมตระหนักดีว่าเมื่อเจ้าบ้านเอ่ยปากชวนด้วยตนเอง ทั้งยังมอบของวิเศษล้ำค่าให้เช่นนี้ การปฏิเสธย่อมเป็นการเสียมารยาทอย่างไม่น่าให้อภัย
"หลันหยีน้อมรับน้ำใจจากท่านเจ้าบ้านและฮูหยินใหญ่เจ้าค่ะ"
หลันหยีย่อกายรับถาดของขวัญมาไว้อย่างประณีต
"ข้าจะเตรียมตัวไปร่วมงานเลี้ยงคืนนี้เจ้าค่ะ"
ฮูหยินใหญ่พยักหน้าด้วยรอยยิ้มจางๆ ก่อนจะเอ่ยเสริมด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลลง
"หลันหยี... ความจริงข้าและท่านเหว๋มิได้อยากจะบังคับฝืนใจเจ้าหรอกนะ หากเจ้ายังรู้สึกไม่พร้อมจะออกไปพบเจอผู้คนมากมายก็บอกข้าได้ตรงๆ แต่ที่พวกเรามาชวน ก็เพราะเห็นว่าเจ้าตรากตรำฝึกหนักมาตลอดเดือน การได้ออกไปพักผ่อน พบปะผู้คนบ้างก็นับเป็นการผ่อนคลายจิตใจที่ดีอย่างหนึ่ง... อย่างไรเสีย ข้าก็อยากให้เจ้าเป็นคนตัดสินใจด้วยตนเองนะ"
"ข้าเข้าใจเจตนาอันดีของพวกท่านเจ้าค่ะ"
หลันหยีตอบรับด้วยความซาบซึ้ง
"ข้าตัดสินใจแล้วว่าจะไปเจ้าค่ะ"
เมื่อฮูหยินทั้งสองก้าวออกจากจวนรับรองไปแล้ว ความสงบภายในห้องก็ถูกแทนที่ด้วยความกังวลของสองสาวใช้ทันที อาหลิง และ อาหลาน รีบขยับเข้ามาประคองคุณหนูของพวกนางด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก
"คุณหนูเจ้าคะ... คุณหนูสี่คนนั้น คือคนเดียวกับคนที่เข้ามาวุ่นวายกับคุณหนูเมื่อช่วงบ่ายใช่ไหมเจ้าคะ?"
อาหลิงถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน
"โถ่... ตอนนั้นพวกข้าไม่อยู่ช่วยคุณหนูเลย ข้าแค่แวบไปเอาขนมในโรงครัว ส่วนอาหลานก็ไปหยิบเสื้อคลุมมาให้แท้ๆ ไม่นึกเลยว่าจะเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้น"
"ใช่เจ้าค่ะคุณหนู" อาหลานเอ่ยสมทบพลางทำหน้าเหมือนจะร้องไห้
"ถ้าคุณหนูไม่อยากไป พวกข้าจะแสร้งบอกว่าคุณหนูป่วยดีไหมเจ้าคะ? อย่าไปเผชิญหน้ากับเจิ้นหยวนจอมยโสคนนั้นเลยเจ้าค่ะ ข้าเกรงว่านางจะทำให้คุณหนูต้องลำบากใจอีก"
หลันหยีถอนหายใจออกมาแผ่วเบา นางเอื้อมมือไปกุมมือสาวใช้ทั้งสองไว้เพื่อปลอบโยน "ไม่ได้หรอกอาหลิง อาหลาน... อย่างไรข้าก็ต้องไป นี่คือน้ำใจของท่านเจ้าบ้านที่มอบให้แขกอย่างเรา ทั้งยังมอบของวิเศษมาชวนด้วยตนเอง การหลบเลี่ยงมีแต่จะทำให้ตระกูลหลินดูไร้มารยาทในสายตาผู้อื่น"
นางปรายตาไปมองกำไลหยกทมิฬในมือด้วยแววตาที่เริ่มมีความมั่นใจ
"ข้าจะไป... เพียงแต่ต้องระวังตัวให้มาก แค่พยายามไม่อยู่ใกล้เหล่าเจิ้นหยวนเหล่านั้นก็น่าจะเพียงพอแล้ว”
นางมองปลายนิ้วมือของตนที่ยังคงความรู้สึกประหลาดยามใกล้กับบาจีอีกครั้ง… ก่อนจะกำมันเบาๆ
“ โดยเฉพาะ... คุณหนูสี่คนนั้น"