แขกแห่งจวนเจิ้นหยวน
เช้าวันรุ่งขึ้น ณ โถงกลางอันกว้างขวางของจวนตระกูลเหว๋
หลิน หลันหยี แขกสาวจากเมืองหลวงก้าวเดินอย่างแผ่วเบาเข้ามาหยุดตรงหน้าบุรุษผู้ทรงอำนาจที่สุดในหุบเขาแห่งนี้
เหว๋ บาหลง ผู้นั่งตระหง่านอยู่บนเก้าอี้ประธาน ร่างกายของเขาใหญ่โตและกำยำกว่าบุรุษทั่วไปในเมืองหลวงอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าคมเข้มมีหนวดเคราที่ได้รับการตัดแต่งอย่างประณีตสะอาดสะอ้าน
แววตาที่เปี่ยมไปด้วยบารมีของผู้นำสบตากับหลันหยีชั่วครู่ ก่อนจะผ่อนปรนความดุดันลง
“หลันหยี คารวะท่านประมุขและฮูหยินทั้ง 3 เจ้าค่ะ”
“ยินดีต้อนรับสู่จวนเจิ้นหยวน คุณหนูตระกูลหลิน”
เพียงคำพูดเดียวก็ทำให้ความรู้สึกน่าพรั่นพรึงนั้นลดลง แทนที่ด้วยความอบอุ่นอย่างประหลาด
หลันหยี ทอดมองไปยังสตรีสามท่านที่นั่งอยู่เคียงข้างเหว๋ บาหลง ซึ่งแต่ละนางล้วนมีความงามที่สะกดสายตาแตกต่างกันไปราวกับสรวงสวรรค์จงใจรังสรรค์
ฮูหยินใหญ่ป่าน ผู้นั่งอยู่เบื้องขวาของท่านประมุข รัศมีของนางแผ่ซ่านด้วยความสุขุมและน่าเกรงขาม แต่กลับแฝงไปด้วยความเมตตาของผู้เป็นมารดาแห่งหุบเขา จนหลันหยีสัมผัสได้ว่านี่คือ "เสาหลัก" ที่คอยคุมสมดุลทั้งหมดของจวนแห่งนี้
ฮูหยินรองหวีฟ่าน ที่ประทับอยู่ถัดมานั้น งดงามราวกับบุปผาที่อาบด้วยหยาดน้ำค้างยามเช้า ใบหน้าของนางมีความสวยหวานหยดย้อยจนดูสว่างไสว เป็นความสวยที่ทำให้ผู้ที่อยู่ใกล้รู้สึกผ่อนคลายโดยไม่รู้ตัว
ฮูหยินสามไต๋ฟู่ สตรีเยาว์วัยที่สุดในบรรดาสามฮูหยิน นางมีใบหน้าจิ้มลิ้มน่ารัก ดวงตากลมโตสุกใสราวกับลูกกวางตัวน้อยที่ขี้เล่นและมีรอยยิ้มประดับอยู่ที่มุมปากเสมอ
หลันหยีลอบสังเกตปราณที่ไหลเวียนอยู่ในห้องนี้ด้วยความทึ่ง
‘น่าเหลือเชื่อ...’
ปราณเจิ้นหยวนของบาหลงที่ร้อนแรงดุจเปลวเพลิง กลับถูกปราณโหรวหลิ่งที่แตกต่างกันถึงสามสายของฮูหยินแต่ละท่านเข้าโอบอุ้มและสอดประสานกันอย่างแนบเนียน
‘นี่หรือ… เหตุผลที่ข้ารู้สึกว่าจวนแห่งนี้มีสัมผัสไม่เหมือนในหุบเขา…’
นางทอดมองดูสีของปราณทั้งสี่ที่โอบอุ้มกันและกัน
‘พลังคู่ตรงข้าม… กลับ…ทำให้รู้สึกสนับสนุนและส่งเสริมกันเป็นเช่นนี้หรือ…’
‘ช่างอบอุ่นยิ่งนัก’
"คารวะท่านลุงเหว๋ และท่านน้าฮูหยินทั้งสามเจ้าค่ะ" หลันหยีย่อกายคารวะอย่างงดงามตามจารีต
"พักที่นี่ให้สบายเถิดหลันหยี ตระกูลหลินและตระกูลเหว๋มีพันธสัญญาต่อกันมาเนิ่นนาน"
ผู้นำตระกูลเอ่ย
"เรื่องปราณโหรวหลิ่งของเจ้านั้น ฮูหยินทั้งสามของข้าจะช่วยดูแลและชี้แนะให้เจ้าเอง พวกนางมีความชำนาญในการจัดการพลังงานหยินและหยางยิ่งกว่าใคร"
ฮูหยินใหญ่ป่านพยักหน้าเล็กน้อยพลางก้าวเข้ามาจับมือหลันหยี
"ลูกหญิงไม่ต้องกังวลไป”
นางเอ่ยด้วยความเอ็นดูต่อเด็กสาวที่มาไกลบ้าน
“พวกเราจะช่วยเตรียมเครื่องดื่มสมุนไพรและค่ายกลในเรือนพักเพื่อช่วยกดปราณของเจ้าให้สงบลง ก่อนเจ้าจะก้าวเข้าสู่ 'เหยาหยวนเฟิงซี' เจ้าต้องได้รับความดูแลอย่างใกล้ชิดที่สุด"
ฮูหยินรองหวีฟ่านยิ้มหวานให้อย่างเป็นกันเอง "อย่าได้เกรงใจเลยนะหลันหยี ถือซะว่าที่นี่คือบ้านอีกหลังของเจ้า"
หลันหยีรับคำด้วยความซาบซึ้ง แม้ในใจจะยังประหม่าแต่ความอบอุ่นที่ได้รับจากฮูหยินทั้งสามทำให้นางรู้สึกเบาใจลง…
ทว่าท่ามกลางความสงบนี้ นางกลับเริ่มรู้สึกถึง "กระแสความร้อน" ประหลาดที่ไม่ได้มาจากเจิ้นหยวนในห้องนี้ แต่มันมาจากที่ไหนสักแห่งที่ห่างไกลออกไป
ยามบ่าย ณ ศาลากลางสระบัว
แสงแดดยามบ่ายที่ส่องผ่านม่านหมอกในแดนต้องสาปดูนวลตากว่าที่เมืองหลวง
หลันหยีถูกเชิญมายังศาลาไม้ที่ตั้งอยู่กลางสระบัวหิมะ ที่นี่อากาศเย็นสบายผิดจากส่วนอื่นของหมู่บ้าน เพราะเป็นเขตอาคมที่ถูกสร้างไว้เพื่อการปรับสมดุลปราณโดยเฉพาะ
บนโต๊ะหินอ่อนมีควันกรุ่นจากกาน้ำชาที่ ฮูหยินสามไต๋ฟู่ บรรจงชงด้วยท่าทางคล่องแคล่ว
"ดื่มนี่ก่อนนะหลันหยี มันคือชาดอกเหมยหิมะ ผสมกับน้ำค้างจากยอดใบเฟิร์นหยิน จะช่วยให้ปราณที่รุ่มร้อนในอกของเจ้าเย็นลง"
หลันหยีรับถ้วยชามาจิบ กลิ่นหอมเย็นซ่านไปถึงปอด ขณะเดียวกันเสียงผีผาจาก ฮูหยินรองหวีฟ่าน ก็เริ่มบรรเลงขึ้น ท่วงทำนองนั้นนุ่มนวลเหมือนสายน้ำไหลผ่านโขดหิน
‘ช่างไพเราะเหลือเกิน…’
หญิงสาวฉุกนึกขึ้นมาได้…
‘ก่อนหน้านี้…ข้าได้ยินเสียงดนตรีตัวหนึ่งที่ดีดขึ้นมา…จนคนสวนและทหารยามต้องหยุดการเคลื่อนไหว… ก่อนท่านประมุขน้อยจะเข้ามา… เสียงนั้นเหมือนกับที่ฮูหยินรองหวีฟ่านบรรเลงเลย…’
“ให้บทเพลงเหล่านี้ช่วยเจ้าในการเดินลมปราณ… อย่าขัดขืน อย่าหวาดกลัว ปล่อยใจของเจ้าไปกับบททำนองเถิด”
หลันหยีหลับตาลงและเริ่มเดินลมปราณตามคำแนะนำ นางกลับรู้สึกได้ว่าทุกครั้งที่นิ้วของฮูหยินรองกรีดกรายลงบนสายผีผา
“ข้ารู้สึก…เหมือนเคยได้ยินเสียงดนตรีนี้มาก่อน”
หวีฟ่านที่ได้ยินดังนั้นก็ลอบยิ้มออกมา
“จริงหรือจ้ะ? ที่ไหนกันล่ะ ”
“ในจวนที่บ้านของข้า…ก่อนที่ท่านประมุขน้อยจะเข้ามาช่วยเจ้าค่ะ”
“หยีเอ๋อทำให้ข้าต้องประหลาดใจจริงๆ… ช่างมีประสาทสัมผัสที่ไวเหลือเกิน” หวีฟ่านได้แต่กล่าวชมเด็กสาว
“ เอ๋? ตอนนั้นเป็นท่านจริงๆหรือเจ้าคะ”
“ใช่แล้วจ้ะ” หวีฟ่านไม่ได้หยุดมือที่ดีดผีผา
เด็กสาวนึกย้อนเล็กน้อย ภาพที่นางเห็นหวีฟ่านนั้น ยืนอย่างงามสง่าแต่ก็ไม่เห็นเครื่องดนตรีใดๆ
“ แม่เดาว่าเจ้ากำลังสงสัย” นางเหลือบตามองกับไต๋ฟู่และ ป่านอย่างรุ้กัน “ในตอนนั้นแม่ไม่ได้มีเครื่องดนตรีใดๆใกล้ตัวใช่หรือไม่?”
“เจ้าค่ะ” หลันหยีพยักหน้า
“นั่นก็เพราะ” หวีฟ่านลุกขึ้นจากที่นั่งของนางเพียงแต่เครื่องดนตรียังดีดอยู่โดยไม่มีคนดีด ไม่เพียงเท่านั้น เบื้องหน้าของหวีฟ่าน ราวกับมีแสงสีฟ้าอ่อนลอยอยุ่กลางอากาศ
นิ้วเรียวของฮูหยินรองนั้นทำท่าเหมือนกำลังดีดมันคู่พร้อมกับเครื่องดนตรีไม้เบื้องล่าง ทำเอาเสียหลันหยีต้องตกค้างเช่นเดียวกับสาวใช้ที่ติดตามมา
“น นี่คือ นี่ท่าน ทำได้อย่างไรเจ้าคะ?!”
ฮูหยินป่านและไต๋ฟู่นั้นแอบอมยิ้มและจิบชากัน ในขณะที่หวีฟ่านตอบ
“ นี่คือพลังของโหรวลิงจ้ะ หากเจ้าฝึก เจ้าเองก็อาจจะสามารถทำได้”
หลันหยีรู้สึกเหลือเชื่อกับภาพที่เห็น
‘นี่คือพลังของโหรวลิงงั้นหรือ’
แม้นางจะรู้สึกตื่นเต้นกับภาพเบื้องหน้าแต่… ถึงอย่างนั้น ความมุ่งมั่นที่จะกลับไปใช้ชีวิตดังเดิมของนางก็ยังไม่เปลี่ยน
“ ไม่…ไม่เจ้าค่ะ… หลันหยีขอขอบคุณในความกรุณาของฮูหยิน แต่ข้ามาที่นี่…เพื่อผนึกมัน ข้าไม่เหมาะกับการเป็นโหรวลิง ชีวิตของข้านั้น ถูกกำหนดและมีการหมั้นหมายเอาไว้แล้ว…..ข้าไม่อาจจะรับความกรุณาของท่านไว้ได้”
‘ข้าจะต้องกลับไปหาท่านพ่อให้ไวที่สุด…’
คำตอบที่เด็ดขาดของเด็กสาวทำให้ฮูหยินทั้งสามได้แต่ลอบส่งสายตามองกัน
‘ ข้า… ข้าจะต้องอยู่ที่นี่อีกนานเท่าใดกัน…’
“อย่าว่อกแว่กไป หยีเอ๋อร์…”
ฮูหยินใหญ่ป่าน ที่นั่งอยู่เบื้องหลังหลันหยีเอ่ย นางวางมือลงเหนือแผ่นหลังของหลันหยีเพียงเล็กน้อย แผ่พลังที่หนักแน่นเป็นเกราะคุ้มกันไม่ให้พลังบริสุทธิ์ของหลันหยีพุ่งกระจายออกไปรบกวนเจิ้นหยวนภายนอก
"ท่านน้าเจ้าคะ..."
หลันหยีเอ่ยพึมพำหลังผ่านการเดินลมปราณมาได้ครู่หนึ่ง… ความรู้สึกแห่งความหวังทำให้นางไม่อาจเพิกเฉยต่อคำถามในใจ
"การปรับพลังเช่นนี้ ต้องใช้เวลานานเท่าใดหรือเจ้าคะ? อีกไม่กี่เดือนขบวนเจ้าสาวก็จะมารับข้าแล้ว ข้าเกรงว่า..."
"ใจเย็นก่อนเถิดเด็กน้อย"
ฮูหยินใหญ่ป่านเอ่ยเสียงนุ่มแต่หนักแน่น
“ เส้นทางในการผนึกนั้น แตกต่างกันไปสำหรับแต่ละบุคคล แล้วแต่ความถนัด ฉะนั้นแล้วการจะฝึกฝนตัวเจ้านั้นก็จะเป็นต้องหาเส้นทางของเจ้าก่อน เช่นเดียวกับที่เจ้าเห็นแม่หวีฟ่านทำนั้นแหละ การที่นางจะสามารถควบคุมพลังได้ สำหรับนางแล้วคือดนตรี… แม่ได้ยินมาว่า เจ้าเองก็ชอบเล่นเครื่องดนตรี แม่อยากให้เจ้าแนะนำลองดูก่อนจะดีหรือไม่”
“ แต่ท่านน้าเจ้าคะ ข้าไม่ได้อยากฝึกฝนพลังนี้”
“ การจะสยบพลังได้นั้น ก็เหมือนการฝึกเสือ เจ้าต้องรู้จักมันให้ดี ควบคุมมันให้ได้ หากเจ้ากำหนดมันได้ เจ้าก็ผนึกมันได้”
“....” เด็กสาวพิจารณาคำพูดของฮูหยินใหญ่… นางเม้มปากเล็กน้อยดวงตาทอดมองพื้นหินแม้จะไม่อาจจะเข้าใจได้หมด แต่นางก็ตัดสินใจพยักหน้ารับ
“เจ้าค่ะ หลันหยีเชื่อฟังคำสอนของท่านเจ้าค่ะ”
บนหลังคาเรือนรับรองที่มุงด้วยกระเบื้องดินเผาเนื้อดี สองพี่น้องตระกูลเหว๋กำลังนั่งชันเข่าแอบมองลอดช่องว่างของกิ่งไม้ลงไปยังศาลากลางน้ำอย่างตั้งอกตั้งใจ
ปูเจิ้น พี่รองผู้รักสนุกหรี่ตาพินิจสตรีที่นั่งอยู่ท่ามกลางวงล้อมของฮูหยินทั้งสาม
"... พี่ใหญ่ไม่ได้พูดเกินจริงเลยแฮะ ดูหน้าตานางสิ สวยหมดจดอย่างกับภาพวาดสาวงามเมืองหลวงจริง ๆ ผิวพรรณนั่นน่ะ... ข้านึกว่านางทำมาจากหิมะ"
เบหยวน น้องเล็กแค่นเสียงเหอะในลำคอ
"ก็แค่สวยแบบคุณหนูในห้องหอ ข้าว่ายังสู้ความสง่าของท่านแม่ไม่ได้หรอก น้องสี่ของพวกเรายังน่ารักกว่า”
แม้ปากจะพยายามทำเป็นไม่สนใจ ทว่าดวงตายังจดจ้องมิวางตา
“พลังหยินก็นิ่งสนิทเกินไป ดูน่าเบื่อจะตาย สู้พวกโหรวหลิ่งที่นี่ที่ดูมีชีวิตชีวากว่าไม่ได้หรอก"
"โถ่ไอ้น้องชาย..."
ปูเจิ้นศอกใส่สีข้างน้องเล็กเบาๆ
"ท่านแม่ไม่ได้ยินเจ้าประจบตอนนี้หรอกน่า ไม่ต้องทำเป็นปากแข็งไปหน่อยเลย ข้าเห็นนะว่าเจ้าแอบกลืนน้ำลายตอนเห็นนางจิบชาน่ะ"
"ใครประจบ! ข้าพูดตามเนื้อผ้า..."
เฟี้ยว! ตุบ!
ยังไม่ทันที่เบหยวนจะเถียงจบ ลูกท้อดิบลูกหนึ่งก็ลอยละลิ่วมาปะทะเข้าที่กลางกบาลของเขาอย่างแม่นยำ ตามด้วยลูกที่สองที่เกือบจะกระแทกหน้าปูเจิ้นจนเขาต้องเบี่ยงตัวหลบแทบไม่ทัน
“โอ้ย!? ใครกันน่ะ!?”
ทั้งสองสะดุ้งสุดตัวเมื่อหันไปมองข้างล่างจากที่คิดจะเอาคืนกลับต้องหน้าซีดในฉับพลัน
ฮูหยินใหญ่ป่าน นั้นยืนเท้าสะเอวถือลูกท้อที่เหลือในมือ แววตาคมกริบจ้องเขม็งขึ้นมา
"พวกเจ้าสองคน! ลงมาเดี๋ยวนี้! ข้าบอกแล้วใช่ไหมว่าปราณของนางอันตราย ถ้าเกิดมันปะทุขึ้นมาแล้วพวกเจ้าโดนลูกหลงเข้า แม่จะลงโทษเจ้าทั้งสองซ้ำนะ"
"โถ่! ท่านแม่! พวกเราก็แค่มานั่งเล่นบนหลังคาเอง”
“ใช่ใช่ใช่ ข้าได้ยินมาว่าเรือนนี้รองหลังคาใหม่ พวกข้าเลยมายืนเล่นกันดู”
“เนี่ยๆ พวกข้าทรงตัวเก่งจะตายไป ดูสิท่านแม่”
ปูเจิ้นตะโกนตอบพลางหัวเราะร่า ไม่ได้รู้สึกถึงอันตรายที่มารดาเตือนแม้แต่น้อย
ทว่า... ในวินาทีนั้นเอง บรรยากาศรอบศาลากลางน้ำที่เคยสงบนิ่งกลับบิดเบี้ยวอย่างกะทันหัน!
สีหน้าของหลันหยีที่เคยเรียบเฉยกลับซีดเผือดลงอย่างรวดเร็ว มือที่ถือจอกชาสั่นระริกจนน้ำชากระฉอก ร่างกายของนางเริ่มแผ่ไอเย็นจัดออกมาจนผิวน้ำในสระบัวเริ่มจับตัวเป็นน้ำแข็งสวนทางกับอุณหภูมิของแดนต้องสาป
ปราณโหรวหลิ่งที่เคยถูกกดไว้กลับระเบิดตัวออกมาอย่างรุนแรงราวกับเขื่อนแตก!
"อึก... ท่านน้า... ข้า... ข้าหายใจไม่ออก!"
หลันหยีร้องออกมาเสียงหลงก่อนจะกุมหน้าอกแล้วทรุดฮวบลง
พลังหยินที่บริสุทธิ์เกินไปพุ่งกระจายออกจากร่างเป็นระลอกคลื่น จนสองพี่น้องบนหลังคาถึงกับหน้าถอดสีเมื่อสัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่จู่โจมเข้ามาโดยไม่ตั้งตัว!
พริบตาที่ปราณของหลันหยีระเบิดออก มันไม่ใช่เพียงการพุ่งกระจายอย่างไร้ทิศทาง แต่มันกลับทำปฏิกิริยาอย่างรุนแรงกับเจิ้นหยวนที่อยู่ใกล้ที่สุดซึ่งมีระดับพลังดุดันและขาดความระมัดระวัง
"เฮ้ย! อึก...!!"
เบหยวน ที่ยังไม่ทันตั้งตัวร้องออกมาได้เพียงครึ่งคำ ร่างของเขาก็พลันแข็งทื่อ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความช็อก ปราณหยินที่บริสุทธิ์ถึงขีดสุดของหลันหยีเปรียบเสมือนหลุมดำที่หิวกระหาย มันพุ่งเข้าพัวพันและ "กระชาก" เอาปราณสีเขียวในกายของเขาออกไปอย่างรุนแรงผ่านทางอากาศ ราวกับจะสูบเอาวิญญาณและพละกำลังทั้งหมดของเขาให้มลายหายไปในคราวเดียว
ร่างของน้องเล็กตระกูลเหว๋สั่นเทิ้ม ใบหน้าซีดเผือดลงอย่างรวดเร็วเมื่อความร้อนในกายถูกช่วงชิงไปอย่างไม่ยั้ง
พลังที่เขาเคยโอ้อวดว่าแข็งแกร่งกลับดูด้อยค่าและเปราะบางเมื่อต้องเผชิญกับสัญชาตญาณการดูดซับอันมหาศาลของสายเลือดตรง
"เบหยวน! ถอยออกมา!" ปูเจิ้น ตะโกนลั่นด้วยความตกใจพลางคว้าคอเสื้อน้องชายหวังจะดึงให้พ้นรัศมี
แต่ทว่าแรงดึงดูดนั้นกลับหนักอึ้งและทรงพลังจนเขารู้สึกเหมือนกำลังงัดกับภูเขา
และตัวเขาเองก็เริ่มอ่อนแรงลง ราวกับพลังหยินนั้นกำลังกระชากพลังหยางของเขาไปด้วยเช่นกัน!
นี่คือความจริงที่เบหยวนเพิ่งตระหนักด้วยความหวาดกลัวเป็นครั้งแรกว่า
‘นี่หรือพลังของโหรวหลิ่งสายเลือดแท้?!’
พลังที่เขาเคยคิดว่ามีไว้เพื่อรองรับความร้อนของเจิ้นหยวน…
ในยามนี้มันกลับ…
‘มันกำลังกินพลังพวกข้า…!!!’