แกร่ก... แกร่ก…
แกร่ก... แกร่ก…
เสียงกระดาษแผ่นหนึ่งถูกสอดผ่านช่องหน้าต่างห้องพักของหลันหยีจนตกลงบนพื้น หญิงสาวที่ยังคงนั่งเหม่อลอยอยู่ท่ามกลางแสงตะเกียงมองไปที่มันครู่หนึ่ง
“...!?”
‘นั่นอะไรน่ะ…’
เจ้าของห้องพักสาวมองดูแผ่นกระดาษก่อนจะตัดสินใจค่อย ๆ ลุกขึ้นไปหยิบมันเพื่อคลี่อ่าน
'ข้าผิดไปแล้ว'
ตัวอักษรนั้นดูดุดันและทรงพลังตามแบบฉบับของผู้ฝึกยุทธ์ แต่กลับขาดความชำนาญ เส้นหมึกหนาบางไม่สม่ำเสมอจนดูยุ่งเหยิง... ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าใครเป็นคนเขียน
‘ตัวอักษรนี่… เป็นนางสินะ…’
เงาของหลันหยีที่ขยับวูบวาบอยู่หลังหน้าต่าง ทำให้บาจีที่แอบลุ้นอยู่ด้านนอกหัวใจเต้นไม่เป็นสันระลอก
‘นั่นไงล่ะนางอ่านแล้ว! นางเห็นข้อความข้าแล้ว!! จังหวะนี้แหละ!! ’
หลันหยีมองกระดาษแผ่นนั้นด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน แต่นางกลับเลือกที่จะวางมันทิ้งไว้บนโต๊ะอย่างไม่ใส่ใจและไม่คิดจะตอบกลับ
สาวผมแดงรีบสอดกระดาษแผ่นที่สองตามเข้าไปทันที!
แซ่กแซ่กแซ่ก
ทว่าครั้งนี้ เงาหลังหน้าต่างกลับนิ่งสนิท... หลันหยีไม่แม้แต่จะขยับมาหยิบมันไปอ่าน
บาจีเริ่มว้าวุ่นใจจนทนไม่ไหว นางกระซิบผ่านรอยแยกหน้าต่างเสียงสั่น
"ข้าขอโทษ... ข้าขอโทษไง ข้าเขียนไม่สวยพอหรือ? หรือเจ้าอ่านไม่ออก?"
ในขณะเดียวกัน ภายในห้อง...
ยิ่งหลันหยีได้ยินเสียงแผ่วเบาของบาจี ความทรงจำถึงความหวาดกลัวและบาดแผลที่ยังเจ็บแปลบก็ยิ่งย้อนกลับมา
ความหงุดหงิดแล่นพล่านขึ้นมาจนขอบตาเริ่มร้อนผ่าว
บาจีพยายามจะผลักหน้าต่างออก
"หลันหยี... เปิดเถอะนะ เจ้าต้องการอะไรก็ออกมาคุยกับข้าดี ๆ..."
แต่หน้าต่างนั้นกลับถูกลงกลอนไว้อย่างแน่นหนา
"...อย่ามายุ่งกับข้า!"
หลันหยีตวาดสวนกลับไปจากในห้อง น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความโกรธและเหนื่อยหน่าย
"เจ้าไม่เข้าใจหรือไง? เจ้าถามข้าว่าอยากได้อะไร... ตอนนี้ข้าไม่อยากคุย ไม่อยากเห็นหน้าเจ้า! ออกไปให้พ้น!"
คำตอกกลับที่ไร้เยื่อใยทำให้บาจีรู้สึกเหมือนถูกตบหน้า ความน้อยใจและโกรธระคนกันจนขอบตาร้อนผ่าว
‘ไม่เห็นเหมือนที่ท่านแม่แนะนำเลยนี่นา! ไหนแนะให้ข้าคัดคำขอโทษมาให้นางไม่ใช่หรือ!?’
นางกำพู่กันในมือแน่นก่อนจะถอยหลังออกมาจากหน้าต่างนั้น
“ก็ได้!!”
บาจีเดินคอตกกลับไปยังห้องหนังสือที่พี่ชายทั้งสามกำลังนั่งคัดอักษรหน้าเคร่งเครียดเพราะความผิดของนาง
"ไร้เหตุผล... ไร้เหตุผลสิ้นดี!" ตัวแสบบ่นพึมพำขณะกระแทกพู่กันลงกับจานฝนหมึก
เบหยวน เงยหน้าขึ้นมองน้องสาว เขาไม่ได้ใส่ใจกับการคัดลายมือตรงหน้านัก เพราะรู้ตัวดีว่าไม่มีทางไปสอบบัณฑิตแข่งกับใครเขาได้ พี่ชายแสนดีอย่างเขาจึงเอ่ยถามกลับนิ่ม ๆ
"ผู้ใดที่ไร้เหตุผลกันหรือ น้องหญิงสี่ของพี่ใช่หรือไม่?"
บาจีทำหน้ายู่ใส่พี่สามทันทีจนปากยื่น ส่วน ปาป๋อ เอ่ยขึ้นโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าจากกระดาษ
"เจ้าทำนางเจ็บตัว นางจะโกรธก็ไม่แปลก คุณหนูเมืองหลวงเช่นนาง เคยล้มแล้วลุกเองหรือไม่เถิด"
"ข้าไม่ได้อยากให้หลันหยีเจ็บตัวสักหน่อย!" บาจีเถียงคอเป็นเอ็น “ แล้วก็ แล้วก็! ใครจะไปรู้ล่ะว่ามันจะกลายเป็นเรื่องขนาดนี้!!”
ปูเจิ้น ได้จังหวะจึงเสริมขึ้นมา
"แปลว่าเจ้าไม่ได้อยากให้นางไปเจอเรื่องอันตรายตอนไปป่าหลิวใช่ไหม? ข้านึกอยู่แล้วเชียว น้องสาวแสนดีของข้ามีหรือจะวางแผนอะไรร้ายกาจแบบนั้นได้ ข้าบอกเจ้าแล้วใช่ไหมน้องสาม? น้องหญิงของข้าเป็นเจิ้นหยวนที่น่ารักที่สุด"
“ เป็นเช่นนั้นจริงหรือพี่รอง ข้าก็นึกว่าน้องสี่อยากจะพานางไปขู่เรื่องปีศาจ ให้นางต้องหวาดกลัวเพื่อตนเองจะได้โชว์ความเท่ของเจิ้นหยวนเสียอีก เป็นข้าสินะ ที่คิดมากไปเอง เป็นพี่สามของเจ้านี่เอง ที่คิดร้ายเกินไป”
บาจีชะงักไปเล็กน้อยเมื่อโดนพี่ทั้งสองจี้ถาม
“ อึก…”
ก่อนนางจะหลบสายตาพี่ชายทั้งสามอย่างมีพิรุธ
“......”
ท่าทางเงียบกริบของนางทำให้ปูเจิ้นและเบหยวนต้องเงยหน้าขึ้นมองเขม็งคล้ายกำลังจับผิด
จนสุดท้ายบาจีก็ยอมคายความจริงออกมา
"ก็ได้! ก็ได้!... ใช่…! ข้าอยากพาไปผจญภัยนิดหน่อยจริง ๆ ต...แต่ป่าหลิวมันก็ควรจะปลอดภัยสิ! ใครจะไปรู้ว่าอยู่ ๆ ปีศาจจะตื่นขึ้นมาได้เล่า!"
"จริง ๆ ช่วงนี้ปีศาจอาละวาดเยอะขึ้นจริงนั่นแหละ..."
พี่ใหญ่เอ่ยเสียงเครียด ไม่ได้มีท่าทีจะดุในความประมาทเลินเล่อของน้อง หรืออย่างน้อยๆ เขาก็ไม่แสดงออกมาแบบนั้น
“ ใช่ เจ้าพวกปีศาจเดียรัจฉานนั่น!!! ถ้าไม่ใช่เพราะมัน หลันหยีก็คงไม่โกรธข้าขนาดนี้!!”
บาจีขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความไม่สบอารมณ์ นางพาลโกรธไปถึงปีศาจต้นเรื่อง
“เพราะมัน มาอยู๋ผิดที่ผิดทาง!! หากมันอยู่ที่ที่มันควรอยู่ เรื่องทั้งหมดจะไม่เป็นเช่นนี้เลย!”
คำพูดนั้นทำให้พี่ชายทั้งสามมองหน้ากันด้วยสายตาว่างเปล่า
'น้องสาวข้า... เข้าข้างตัวเองแบบไม่มีจุดสิ้นสุดจริง ๆ'
‘เจ้าว่านางจะรู้ไหมว่าตนเองไม่ควรพาไปนอกจวนตั้งแต่แรก?’
‘ไม่มีทาง…ถ้ารู้ก็ไม่ใช่น้องหญิงของพวกเราสิ’
ปูเจิ้นเอื้อมมือมาลูบหัวน้องสาวพลางหยิกแก้มปลอบ แต่แอบเอาปลายนิ้วที่เปื้อนหมึกป้ายลงบนแก้มใส
"โอ๋ ๆ ทนหน่อยนะน้องพี่ ในเมื่อเขาไม่อยากเห็นหน้า เจ้าก็อย่าไปให้เขาเห็นหน้าเลย"
เมื่อเบหยวนเห็นปูเจิ้นเริ่มแกล้งก่อน เขาก็แอบเลียปากตัวเองเล็กๆ แล้วจึงขยับเข้าไปร่วมวงด้วยการแอบเอาหมึกไปแต้มบนหน้าผากบาจีแบบเนียน ๆ
"ใช่ ๆ ปล่อยนางไปเถอะ สาวน้ำแข็งหน้าบูดโมโหร้าย มาดเย่อหยิ่งแบบนั้นอย่าไปยุ่งเลย"
ปาป๋อเห็นสองหนุ่มรุมรังแกน้องสาว จึงใช้นิ้วที่เปื้อนหมึกเขี่ยจมูกบาจีเบา ๆ หนึ่งที
"ยังไง... นางก็สู้ความน่ารักของพวกพี่ไม่ได้หรอก เมื่อนางฝึกเสร็จ นางก็ไปแล้ว… ระหว่างนั้นเจ้าก็ทำตัวดี ๆ กับนาง พี่เชื่อว่าน้ำแข็งต้องละลายเข้าสักวัน… "
บาจีรู้สึกแปลกใจอยู่บ้างที่นาน ๆ ทีพี่ชายจะมาแตะเนื้อต้องตัวและพูดจาเอาใจนางเช่นนี้ แต่ตราบใดที่นางโดนชมและไม่โดนโทษผิด นางก็ยอมรับคำชมเหล่านั้นเสมอ
“ขอบคุณท่านพี่ทั้งสาม… ข้านึกอยู่แล้วว่าพวกท่านต้องเข้าใจข้า…”
ทันใดนั้น มารดาสาม ก็เดินเข้ามาพร้อมซาลาเปาในมือ เพื่อให้ลูกๆทั้ง4 ได้พักผ่อน
“เด็กๆ แม่นำของว่างมาให้…”
แต่นางกลับต้องชะงักและเบิกตากว้างเมื่อเห็นใบหน้าของบุตรสาว
“ ปาป๋อ ปูเจิ้น เบหยวน บา…จี? บาจี?เกิดอะไรขึ้นลูก?”
“เกิดอะไรขึ้น?เกิดอะไรขึ้นหมายถึงอะไรหรือเจ้าคะท่านแม่ไต๋ฟู่?”
“ ถึงยามข้าต้องลาดตะเวนแล้ว ข้าขอตัวก่อน”
“ข้าก็ด้วย”
“ข้าเช่นกัน”
พี่ชายทั้งสามรีบสลายตัวออกจากที่นั่งอย่างรวดเร็วปานลมกรด ทิ้งให้สาวรับใช้ของมารดาสามรีบนำกระจกทองเหลืองมาส่องสะท้อนให้คุณหนูสี่ดู
"พี่ใหญ่! พี่รอง! พี่สาม! หยุดเดี๋ยวนี้เลยนะ!"
บาจีโวยวายลั่นเมื่อเห็นสภาพหน้าตัวเองที่เลอะเทอะไปด้วยรอยหมึก แต่พวกพี่ชายตัวแสบหนีหายไปไกลแล้ว
“หนอย! ไวดุจลมกรด! พวกพี่นี่นะ!! ข้าจะเอาคืน!!”
มารดาสามหัวเราะเบา ๆ เมื่อเห็นลูกสาวโดนพี่ ๆ หยอกจนอารมณ์ดีขึ้น
“โถโถโถ…ลูกสี่ของแม่”
นางก้าวเข้ามาช่วยใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดรอยหมึกออกให้พลางเปรยขึ้นมาว่า
"ทาหน้าทาตาแบบนี้ แม่จำแทบไม่ได้เลยนะเนี่ย... ว่านี่คือบาจีลูกสาวที่รักของแม่ มามาๆ กินซาลาเปาไส้โปรดของลูกดีกว่า แม่นึ่งให้ลูกเองเลยนะ"
ประโยคนั้นเองที่ทำให้บาจีตาโตขึ้นมาทันที ราวกับมีแสงสว่างวาบขึ้นในหัว
"จริงด้วย! ท่านแม่พูดถูก!!!"
บาจีอุทานออกมาด้วยความตื่นเต้น ไอเดียบรรเจิดผุดขึ้นมาในพริบตา
“ในเมื่อหลันหยีไม่อยากเห็น "หน้าข้า"... ข้าก็แค่ทำให้เป็น "หน้าคนอื่น" เสียก็สิ้นเรื่อง!
ในขณะที่สาวผมแดงกำลังลุกยืนมุ่งมั่นสว่างไสว มารดาของนางนั้นเงยหน้ามองดูอากัปกริยาตื่นตัวของลูกสาวด้วยรอยยิ้มปนความเคยชิน
‘โถ…ลูกข้า…กำลังจะสร้างเรื่องต่ออีกแล้วสินะ’
หลายวันถัดมา
บรรยากาศภายในสวนของจวนตระกูลเหว๋เงียบสงบ หลันหยีนั่งเดินลมปราณอยู่ท่ามกลางการดูแลของฮูหยินใหญ่และฮูหยินรอง
แผลที่แขนและสีข้างของนางในยามนี้ไม่มีความเจ็บปวดหลงเหลืออยู่แล้ว ทว่ายามที่นึกถึงกรงเล็บและคมเขี้ยวในป่าต้นหลิว มือเรียวบางก็ยังคงสั่นน้อย ๆ อย่างห้ามไม่ได้
ฮูหยินใหญ่ผู้เป็นโหรวหลิ่งรุ่นใหญ่สัมผัสได้ถึงกระแสปราณที่สั่นไหวของหลันหยี นางจึงเอ่ยย้ำด้วยน้ำเสียงอบอุ่น
"หลันหยี ไม่ต้องกลัวไป... ที่นี่ปลอดภัย ในเขตจวนแห่งนี้จะไม่มีสิ่งใดมาทำร้ายเจ้าได้เด็ดขาด"
ฮูหยินรองมองดูหลันหยีที่ยังกังวล ก่อนจะเอ่ยชมเพื่อให้นางไขว้เขวจากความรู้สึกหวาดกลัว
"แต่ถึงอย่างนั้น ช่วงสองสามวันมานี้ เจ้าคุมปราณได้นิ่งและมั่นคงขึ้นมากทีเดียว"
หลันหยีเองก็ประหลาดใจกับคำชมนั้น
‘นั่นสินะ… ปราณของข้า… ทำไมถึงนิ่งขึ้นกว่าเดิมได้?’
แม้ตอนนี้นางจะไม่ได้สวมกำไลหยกทมิฬ แต่ปราณในร่างกลับสงบราบเรียบอย่างน่าฉงน
'หรือจะเป็นผลจากการไปฝึกที่ป่าหลิววันนั้น? หรือเป็นเพราะ... หลายวันมานี้ไม่มีเงาของของคุณหนูสี่มาคอยก่อกวนจริง ๆ ตามที่ข้ากล่าวไป?'
แม้จะพยายามบอกตัวเองว่าดีแล้วที่นังตัวแสบนั่นหายไป แต่หลันหยีกลับยังคงเก็บกระดาษ 'ข้าผิดไปแล้ว' แผ่นนั้นเอาไว้ไม่ทิ้งไปไหน
‘จะว่าไป… หลายวันมานี้… นางหายไปไหนกันนะ…?’
หญิงสาวส่ายหน้าเล็กน้อย
‘ ไม่สิ ไม่…! เรื่องของนางไม่เกี่ยวกับข้า! นางหายไปนั่นดีแล้ว! ฮูหยินใหญ่ ฮูหยินรองก็ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องของนาง… เป็นไปได้ว่านางยังปลอดภัยอยู่…’
นางมองดูโหรวหลิงสาวทั้ง 2 ด้วยแววตาแฝงความเศร้าหมอง จนฮูหยินรองพยายามเปลี่ยนเรื่องต่อ
"หยีเอ๋อร์... แม่รองขอแนะนำให้เจ้าทายานี้นะ นี่คือ ยาบดมุกชมพูเหมันต์ มันจะช่วยสมานแผลจนไม่เหลือแม้แต่รอยแผลเป็น"
ฮูหยินรองส่งตลับยาให้
ในขณะที่หลันหยีรับมาพลางค้อมศีรษะขอบคุณ ฮูหยินรองกลับเปรยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม
"เจ้ายานี้เป็นยาวิเศษที่บาจีอุตส่าห์ดั้นด้นนำมาจากแดนใต้เชียวนะ นางอยากนำมามอบให้เจ้าด้วยตัวเองแต่ก็กลัวว่าเจ้าจะไม่ยอมรับ..."
จากนั้นฮูหยินรองลอบสบตาฮูหยินใหญ่
'ข้าขอช่วยลูกหน่อยเถอะ'
ขณะที่ฮูหยินใหญ่ขมวดคิ้วน้อย ๆ แต่ก็ไม่ได้ขัดคอ
"ต้องขอบใจเจ้าจริง ๆ ที่ไม่ถือสาหาความกับบาจี" ฮูหยินรองกล่าวต่อ
หลันหยีนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบ
"ความจริงวันนั้น... เป็นข้าเองที่เลือกจะตามนางไป ไม่ใช่ความผิดของคุณหนูสี่เพียงผู้เดียวหรอกเจ้าค่ะ ข้าเองก็ฝ่าฝืนคำเตือนของท่าน และควรจะได้รับโทษเช่นกัน"
"น้ำใจดีขนาดนี้จะลงโทษได้ยังไง มีแต่ต้องตบรางวัลเสียมากกว่า" ฮูหยินใหญ่ยิ้มละมุน แล้วจับมือของหลันมาจับเบา ๆ
"คุณชายฟางที่จะได้เจ้าไปเป็นภรรยานี่ช่างเป็นคนที่โชคดีจริง ๆ... ได้ยินว่าเขากำลังส่งของขวัญมาให้เจ้าด้วยนะ หากของมาถึงน่าจะช่วยให้เจ้ามีกำลังใจขึ้นบ้าง"
หลังจากทั้งสองเดินแยกออกไปเพื่อให้หลันหยีได้พักผ่อนเพียงลำพัง แม้ข่าวของขวัญจากคู่หมั้นที่กำลังจะมาถึงนั้นน่าดีใจ
แต่หญิงสาวก็นั่งมองตลับยาในมือด้วยความรู้สึกที่เริ่มอ่อนลง
'ยาของ เหว๋ บาจีตัวดี... ที่นางหายไปนางไปหามาให้ข้าหรือ? ถ้าฝากฮูหยินมาให้ ก็ไม่น่าจะเป็นของแกล้งกัน'
ในหัวของนางเริ่มเกิดการโต้แย้งกันเอง เรื่องวันนั้นอาจเป็นอุบัติเหตุจริง ๆ อย่างที่ใคร ๆ บอก แถวนี้ไม่ควรมีปีศาจอาละวาด...
'ข้าควรให้โอกาสนางอีกครั้งไหมนะ?'
หลันหยีนึกถึงสัมผัสยามที่บาจีรีบคว้าข้อมือนางมาใส่กำไล และสีหน้าที่ดูแตกตื่นกังวลจนหน้าถอดสีในวินาทีนั้น... มันคือความกังวลที่ออกมาจากหัวใจจริง ๆ และบาจีก็ไม่น่าใช่คนที่จะแสดงละครเก่งขนาดนั้นแน่นอน
‘ครานั้นนางเองก็ดูจะตกใจและหวาดกลัว… บางทีนางอาจจะไม่อยากให้ข้าบาดเจ็บจริง ๆ ก็ได้….’
ทว่า ในขณะที่หลันหยีกำลังจะแกะฝาตลับยาออก…
"อะแฮ่ม! อะแฮ่ม!"
เสียงไอกระแอมดังขึ้นอย่างจงใจเรียกความสนใจมาจากทางหลังต้นไม้ใหญ่ด้านหลัง ทำเอาหลันหยีชะงักกึกและหันกลับไปมองทันที!
และนางก็ได้เห็น…!