สิ้นยุทธภพเมื่อพบเจ้า

เปลวตะวันหวนคืน

"เบหยวน! ตั้งสติไว้ลูก!"

ฮูหยินใหญ่ป่าน ตะโกนก้อง นางคว้าพู่กันออกมาจากเหน็บเสื้อสะบัดมือสร้างเขตอาคมตัดหน้ากระแสปราณที่กำลังสูบกลืนอย่างบ้าคลั่ง

ขณะที่ ฮูหยินรองหวีฟ่าน รีบพรมปลายนิ้วลงบนสายผีผา กระแทกเสียงดนตรีโทนหนักเพื่อสลายแรงดึงดูด

“ตั้งสติไว้ หยีเอ๋อร์!”

ฮูหยินสามไต๋ฟู่ พุ่งเข้าประคองร่างของหลันหยีจากทางด้านหลังเพื่อกดจุดชีพจร

ปัง!

แรงดีดสะท้อนจากการตัดสายสัมพันธ์ปราณกะทันหันทำให้แรงดันอากาศระเบิดออกเป็นเสียงดัง ส่งผลให้สองหนุ่มที่อยู่บนหลังคาเสียหลักเสียทรง ปูเจิ้น และ เบหยวน ร่วงหล่นจากหลังคาลงมากระแทกพื้นพุ่มไม้ข้างศาลาอย่างหมดสภาพ

“โอ้ย!!!”

โครม!

โดยเฉพาะเบหยวนที่หน้าซีดเผือด หอบหายใจรัวราวกับคนเพิ่งรอดตายจากการจมน้ำ

“แฮ่กๆ…แฮ่กๆ…”

หลันหยีลืมตาขึ้นชั่วครู่ด้วยความตื่นตระหนก

ภาพสุดท้ายที่นางเห็นคือความโกลาหลและสายตาหวาดหวั่นของทุกคน ก่อนที่สติของนางจะดับวูบลงท่ามกลางอ้อมกอดของฮูหยินสาม

หลังจากเหตุการณ์วันนั้น

บรรยากาศในจวนตระกูลเหว๋ก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด…

ข่าวเรื่องที่ปราณของแขกผู้สูงศักดิ์เกือบจะ "กิน" เจิ้นหยวนหนุ่มอย่างเบหยวนไปทั้งตัวแพร่สะพัดไปทั่วหุบเขาอย่างรวดเร็ว

บรรดาเจิ้นหยวนหนุ่มที่เคยแอบหมายปองหรืออยากจะลองดีกับ ‘โหรวหลิ่งสายเลือดตรง’ ต่างพากันขวัญเสีย พวกเขาเริ่มเว้นระยะห่างจากเรือนรับรองของนางอย่างพร้อมเพรียงกัน ราวกับที่นั่นมีอสูรกายหลับใหลอยู่

หลังจากที่หลิน หลันหยี ฟื้นคืนสติขึ้นมาในห้องพักอันเงียบสงัด มีเพียงเสียงขยับกายแผ่วเบาของแม่บ้านหนิงและสาวใช้คนสนิทที่เฝ้าปรนนิบัติไม่ห่าง

“คุณหนูฟื้นแล้วหรือเจ้าคะ?”

“พวกเจ้า พวกเจ้าไม่ควรอยู่ใกล้ข้า…”

“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ฮูหยินเหว๋มอบจี้หินคุ้มปราณนี้ไว้ให้พวกข้า…” อาหลิงกับอาหลานโชว์จี้หิน

“นางบอกว่าสิ่งนี้ช่วยคุ้มครองได้ เพียงแต่…”

“เพียงแต่…? เพียงแต่อะไรเจ้าก็พูดออกมาให้ครบเถิด…”

“มันคุ้มครองได้เพียงระยะสั้นเจ้าค่ะ หากคุณหนูเริ่มมีอาการ พวกข้าต้องถอยห่างทันที…”

คำพูดนั้นทำให้หลันหยีนิ่งลงทันที

‘ทุกคนต่างหวาดกลัวข้า… …’

ดวงตาของนางทอดมองออกไปเบื้องนอกอย่างว่างเปล่า

‘แม้แต่เจิ้นหยวนที่แข็งแกร่งในหุบเขายังเกือบเอาชีวิตไม่รอด’

“ข้า…ข้าทำร้ายคนอีกแล้ว…”

ภายในห้องพักที่อบอวลไปด้วยกลิ่นธูปสมุนไพรสงบจิต หลันหยีมองกลับมายังปลายนิ้วที่สั่นเทาของตนเอง

ความรู้สึกผิดทับถมจนแทบหายใจไม่ออก

‘นี่หรือ... พลังที่ท่านพ่อเคยบอกว่ายิ่งใหญ่และน่ายินดี’

นางตัดพ้อในใจพลางหยาดน้ำตาเอ่อคลอ

‘หากข้าคุมมันไม่ได้ ข้าคงไม่มีวันได้กลับไปพบหน้าครอบครัว หรือกลับไปใช้ชีวิตที่สงบสุขได้อีกตลอดกาลใช่ไหม’

"คุณหนูเจ้าคะ... อย่าคิดมากเลยเจ้าค่ะ"

อาหลิง ก้าวเข้ามาใกล้พลางบีบนวดไหล่ปลอบประโลม

"ฮูหยินเหว๋บอกว่านั่นเป็นเรื่องสุดวิสัย ท่านเพิ่งเริ่มฝึกเท่านั้นเองเจ้าค่ะ"

ตลอดสามสัปดาห์หลังจากนั้น

หลันหยีเคี่ยวกรำตนเองอย่างหนักหน่วง นางฝึกลมปราณแม้จะไม่ใช่เวลาที่ฮูหยินทั้งสามอยู่

“คุณหนูเจ้าคะ พักทานข้าวของว่างก่อนเถิดเจ้าค่ะ”

“ไม่เป็นไร อาหลิง ข้ายังไม่อยากทาน”

นางกล่าวแล้วกลับไปหลับตาเดินสมาธิ ทำให้สาวรับใช้ต้องยกขนมว่างกลับไปที่โต๊ะ พวกนางทั้งสองต้องคุยกันอย่างกังวล

“อาหลาน… เจ้าดูคุณหนูสิ… นางดูซูบลงเยอะเลย”

“นั่นสิ นางเอาแต่คร่ำเคร่งฝึกเดินลมปราณ… ถึงนางจะบอกว่านางรู้สึกดีขึ้น… แต่ข้ากลับไม่เห็นรู้สึกเช่นนั้นเลย…”

สองสาวรับใช้มองดูคุณหนูของตนด้วยสายตาเป็นห่วง

“หากเป็นเช่นนี้ต่อไป… ข้าเกรงว่านางจะล้มป่วยเอาเสียก่อน…”

แต่ความเป็นห่วงของสาวคนสนิทนั้นมาไม่ถึง… สิ่งเดียวที่หลันหยีคิดภายในใจนางนั้นมีเพียงแค่ความมุ่งมั่น

‘ข้า… จะไม่ติดอยู่ที่นี่ตลอดไป… ข้าจะกลับไปเมืองหลวงให้ได้’

ทว่าในเช้าวันถัดมา

"คุณหนูเจ้าคะ! มีขบวนเดินทางจากเมืองหลวงนำของมามอบให้ท่านเจ้าค่ะ"

หลันหยีลืมตาขึ้นช้าๆ จากการนั่งสมาธิ

"จากเมืองหลวงหรือ?"

"เจ้าค่ะ! ของหมั้นและจดหมายจากคุณชายฟางส่งมาถึงแล้ว"

อาหลิงรีบช่วยประคองกล่องไม้อันประณีตมาวางตรงหน้า

"ดูสิเจ้าคะ ปิ่นหอมลายเมฆาจากหยกขาวเนื้อดีที่สุด พร้อมจดหมายที่เขียนด้วยลายมือของคุณชายเอง”

‘จะรอคุณหนูกลับไปอย่างสง่างามที่สุดในวันวิวาห์ ขอให้คุณหนูรักษาตัวให้ปลอดภัย’

หลันหยีลูบไล้หยกเย็นมือนั้นเบาๆ ดวงตาเริ่มเอ่อคลอด้วยน้ำตาแห่งความปีติ

สัมผัสจากของหมั้นเปรียบเสมือนเครื่องเตือนใจถึงชีวิตอันงดงามที่รออยู่ในเมืองหลวง ชีวิตที่ถูกต้องและงดงามตามครรลอง สามีที่อ่อนโยนและเกียรติยศที่สะอาดบริสุทธิ์

"เขายังรอข้า... ยังเชื่อมั่นในตัวข้า"

นางพึมพำด้วยหัวใจที่กลับมาพองโตอีกครั้ง

"แน่นอนเจ้าค่ะ เพราะฉะนั้นคุณหนูห้ามท้อเด็ดขาด"

อาหลิงกุมมือนางไว้แน่น

"อีกเพียงนิดเดียวเท่านั้น พอคุณหนูคุมพลังได้มั่นคง เราจะได้กลับบ้านกันแล้วนะเจ้าคะ"

แรงสนับสนุนจากแดนไกลเปรียบเสมือนโอสถทิพย์ชุบชีวิต

หลันหยีใช้เวลาสัปดาห์สุดท้ายของเดือนนั้นฝึกฝนด้วยสมาธิที่แน่วแน่กว่าที่เคยเป็นมา นางไม่ยอมให้ความล้าหรือเสียงกระซิบของสัญชาตญาณโหรวหลิ่งมาสั่นคลอนหัวใจได้อีก

จนกระทั่งครบหนึ่งเดือนเต็ม... พลังหยินที่เคยคลุ้มคลั่งกลับเริ่มนิ่งสนิทประดุจผิวน้ำในสระบัวที่ไร้ระลอกคลื่น

‘ห้าวันแล้ว… ที่ปราณของข้าไม่คลุ้มคลั่ง…’

แม้ความเหงาและเปล่าเปลี่ยวจะยังคงกัดกินอยู่ในใจ แต่นางก็เริ่มปรับตัวเข้ากับชีวิตในหุบเขาเจิ้นหยวนได้บ้าง

‘หากเป็นเช่นนี้ต่อไป… การกำจัดพลังนี้… ย่อมต้องเป็นไปได้แน่ ๆ… ข้าแค่ต้องใจเย็นไว้ก่อน…’

หญิงสาวมองปิ่นหยกและจดหมายที่นางเก็บไว้เป็นกำลังใจจากคู่หมั้น

[จะรอวันที่ท่านกลับมาเมืองหลวงอย่างปลอดภัย]

นางลูบปิ่นหยกและความหวังเบื้องหน้าเบา ๆ…

‘ข้าจะกลับไปเป็นหญิงสมบูรณ์พร้อมได้แน่ ๆ’

นางมักจะมานั่งใช้เวลายามบ่ายอยู่ ณ ศาลากลางสระบัวหิมะ ที่ซึ่งพลังอาคมช่วยกลบเร้นปราณของนางไม่ให้พุ่งกระจาย

สองมือเรียวบรรจงดีดผีผา เครื่องดนตรีที่ฮูหยินรองหวีฟ่านนำมาสอนให้ เสียงผีผาที่กังวานใสราวกับหยาดน้ำค้างยามเช้า และท่วงทำนองที่ปลดปล่อยความรู้สึกเดียวดายออกมานั้น ทำให้ปราณในกายของนางสงบลงอย่างประหลาด

‘ความรู้สึกที่ได้เล่นผีผานี้… ชวนสบายใจยิ่งนัก… สักวันหนึ่ง… ข้าจะเล่นได้เหมือนฮูหยินหวีฟ่านหรือไม่กัน…’

ทว่าหลันหยีไม่รู้เลยว่า เสียงผีผาที่นางคิดว่าเป็นเพียงการระบายอารมณ์นั้น กำลังดึงดูด “ปัญหา” ที่ยิ่งใหญ่กว่าเข้ามาใกล้ทีละน้อย

ในเวลาเดียวกันนั้นเอง

บนเส้นทางขรุขระสูงชันที่เลื้อยลัดเลาะเข้าสู่แดนต้องสาป ร่างบางในชุดนักรบสีเข้ม กำลังควบม้าสีดำทะมัดทะแมงด้วยความเร็วราวกับพายุ

เส้นผมสีแดงเพลิงปลิวไสวไปตามแรงลมดุจเปลวไฟที่เริงระบำ ตัดกับชุดหนังเข้ารูปที่เปื้อนฝุ่นจากการเดินทางไกล ด้านหลังอานม้ามีถุงผ้าใบใหญ่ห้อยอยู่ ดูแน่นหนาไปด้วยของบางอย่างที่ถูกมัดไว้อย่างดี

"ฮ่าๆๆๆ! ในที่สุดก็กลับมาถึงจนได้!"

เสียงนั้นกังวานใสทว่าแฝงความคึกคะนองและมั่นใจเกินร้อย

"กลับมารอบนี้ ท่านพ่อท่านแม่ต้องชมข้าแน่ๆ ที่ได้ของมีค่าชิ้นนี้กลับมาจากดินแดนหมื่นอสูร!"

เจ้าของเรือนผมสีแดงเร่งฝีเท้าของม้าขึ้นอีก ทว่าเมื่อเสียงผีผาที่ไพเราะจับใจได้ลอยตามลมเข้ามาปะทะโสตประสาทนั้น ก็ทำให้ร่างบนหลังม้าต้องชะงักลงกะทันหัน

‘เสียงอะไรกันนั่น... ผีผา? ใครกันที่เล่นดนตรีได้ไพเราะถึงเพียงนี้ในหุบเขาเจิ้นหยวนของข้า’

ดวงตาเรียวคมที่งดงามทอดมองไปตามเสียงโน้ตนั้นอย่างไม่ลังเล ม้าสีดำถูกควบทะยานขึ้นไปบนหน้าผาหินเล็กๆ ที่สูงพอจะมองข้ามกำแพงจวนตระกูลเหว๋เข้าไปได้

เมื่อหยุดม้าและกวาดสายตาลงไป ร่างนั้นก็พลันเห็นสตรีคนหนึ่งกำลังนั่งบรรเลงผีผาอย่างงดงามอยู่กลางศาลาริมสระบัว

แสงแดดยามบ่ายที่ส่องกระทบผิวน้ำทำให้ร่างบอบบางนั้นดูราวกับเทพธิดาในแดนสวรรค์

ใบหน้าสลวยที่ดูงดงามคมเข้มของผู้มาใหม่เผยรอยยิ้มพึงใจ แววตาที่จ้องมองลงไปเปี่ยมไปด้วยความสนใจอย่างปิดไม่มิด

“สตรีนางนั้น… เป็นใครกันน่ะ…!?”

รอยยิ้มของนางกว้างขึ้น

“ข้าต้องรู้จักนางให้ได้!!”