สิ้นยุทธภพเมื่อพบเจ้า

มีสเน่ห์มากตัวข้า

บทที่9

"ท่านมาทำอะไรที่นี่!?"

หลันหยีแหวใส่เสียงเบาหวิวแต่เต็มไปด้วยความตระหนก นางถอยกรูดจนแผ่นหลังเกือบชิดเสาเตียง

"เจ้าหูหนวกหรืออย่างไร? ข้าก็บอกอยู่ว่ามาเพื่อแก้ตัวเรื่องบทกลอนไงเล่า"

บาจีตอบหน้าตายพลางขยับท่านั่งบนขอบหน้าต่างให้มั่นคงขึ้น ท่าทางของนางดูไม่ทุกข์ร้อนราวกับว่าการปีนห้องนอนผู้อื่นยามวิกาลเป็นเรื่องปกติที่ทำประจำ

‘นั่งแบบนี้แหละดูดีที่สุด มีเสน่ห์มากตัวข้า!!’

หลันหยีผู้เคร่งครัดในขนบธรรมเนียมถึงกับหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ การที่สตรีผู้นี้บุกรุกเข้าหาหญิงสาวถึงห้องนอนในยามวิกาลเช่นนี้เป็นเรื่องเกินคาดเดา

‘ ช่างไร้ซึ่งกาลเทศะ น่าไม่อายยิ่งนัก! ’

นางสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะร่ายบทกวีตอกกลับไปด้วยน้ำเสียงเฉียบคม

"สุริยาลาลับจากฟากฟ้า... กลับย่างมามิรู้ความเหมาะสม... มารยาทกับสามัญคงเป็นปม... คงล่มจมจบสิ้นในสันดาร..."

บาจีขมวดคิ้วมุ่น ทำหน้านิ่วราวกับเพิ่งฟังภาษาต่างดาว

"หยุด! หยุดก่อน! ช่วยพูดแบบคนปกติได้ไหม? ข้าฟังแล้วปวดหัวเหลือเกิน บทบนบทล่างอะไรของเจ้ากัน!"

"ประเพณีศีลธรรมยากสั่งสอน... เหมือนบทกลอนคนใจบอดบิดสลาย..." หลันหยียังคงไม่ลดละ นางใช้บทกลอนเป็นดั่งคมกระบี่ที่ทิ่มแทงหัวใจของคนไม่รู้หนังสืออย่างบาจีต่อไป

"นี่เจ้า! ทำไมต้องใจร้ายกับข้านัก!" บาจีเริ่มหงุดหงิดจนแก้มพองลม นางแกว่งขาข้างนึงเข้ามาในห้องหมายจะตั้งหลักรับมือ

"ข้าก็แค่อยากจะคุยกับเจ้าดีๆ เท่านั้นเองนะ!"

เมื่อเห็นบาจีเริ่มอารมณ์เสีย หลันหยีกลับไม่ถอยหนี

‘ไม่ได้การ ข้าจะให้นางเข้ามาไม่ได้!’

นางตัดสินใจเดินซอยเท้าเข้าไปหาคนบนขอบหน้าต่างอย่างรวดเร็ว

กลิ่นอายหอมอ่อนๆ และรัศมีของโหรวหลิ่งที่เย็นเยียบกดทับเข้ามาจนบาจีไม่ทันตั้งตัว เจิ้นหยวนผมแดงถึงกับใจเต้นไม่เป็นจังหวะ

“...!!”

นางผงะถอยจนตกจากขอบหน้าต่างด้วยความประหม่าที่จู่ๆ อีกฝ่ายก็บุกเข้ามาประชิด

“หว๋า!!”

หลันหยีจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของบาจีแล้วถามย้อนด้วยน้ำเสียงเย็นชา

"เจิ้นหยวนอย่างท่านมีธุระอันใดจะพูดกับข้ากันแน่?"

บาจีชะงักไป นางเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองในใจราวเสียความทรงจำชั่วขณะ

'เออ... นั่นสิ ข้าอยากจะพูดอะไรกับนางกันแน่? ทำไมถึงต้องถ่อมาถึงนี่?'

"ข้า... ข้าแค่อยากเป็นเพื่อนกับเจ้า!" บาจีโพล่งออกไปตามความรู้สึกที่แวบเข้ามาในหัว

หลันหยีเลิกคิ้วขึ้นสูง

"เป็นเพื่อน? เพื่อนกับ 'โหรวหลิ่ง' เช่นข้าน่ะนะ?"

"ใช่น่ะสิ! เป็นเพื่อนกับเจ้านั่นแหละ มีปัญหาอะไรหรือไง?" บาจีเชิดหน้าขึ้นอย่างทิฐิ

หลันหยีมองคนตรงหน้าที่ดูจะซื่อตรง อย่างไม่เชื่อสายตานัก

‘นี่มันอะไรกัน… สตรีผู้จองหองนางนี่… นางกำลังพูดจริงหรือกำลังโป้ปดกันนะ… ข้ามองไม่ออกเลย…’

นางครุ่นคิดพลางมองลึกเข้าไปในดวงตาที่แสนซื่อเบื้องหน้าครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเงื่อนไขเพื่อพิสูจน์

"หากท่านจริงใจอยากเป็นเพื่อนจริง เช่นนั้นท่านจงกล่าวคำขอโทษต่อข้าเสียก่อน"

"ขอโทษ? ขอโทษเรื่องอะไรกัน?" บาจีถามกลับด้วยความงุนงงและเปี่ยมทิฐิ

เมื่อเห็นท่าทางไม่ได้เรื่องได้ราวของอีกฝ่ายแล้วหลันหยีก็หมดความอดทน นางไม่รอคำตอบหรือคำอธิบายใดๆ อีก มือเรียวคว้าบานหน้าต่างไม้หนาหนักแล้วเหวี่ยงปิดใส่หน้าบาจีเสียงดัง

ปัง!

พร้อมลงกลอนอย่างแน่นหนาทันที

ทิ้งให้เจิ้นหยวนผมแดงนั่งงงเป็นไก่ตาแตกอยู่นอกหน้าต่างด้านนอกแต่เพียงลำพัง

“ ห้ะ!?”

ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนที่แวววาวจนเกือบเป็นสีแดงเพลิงของบาจี จ้องมองบานหน้าต่างที่ปิดสนิทด้วยความงุนงงอย่างถึงที่สุด

"ประเดี๋ยวก่อน ข้าไม่เข้าใจ ข้าทำอะไรผิดงั้นหรือ?"

แม้จะโดนปิดหน้าต่างใส่หน้า แต่บาจีก็ยังไม่ยอมแพ้

‘นางโกรธข้าด้วยเหตุอะไรบางอย่าง… ข้าต้องลองชมนาง!!’

นางขยับเข้าไปใกล้บานไม้หนาแล้วพยายามเอ่ยผ่านรอยแตกของหน้าต่างด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง

"แม่นางหลันหยี... ข้ารู้ว่าเราอาจจะเริ่มต้นกันไม่ดีนัก แต่ที่ข้าทำไปทั้งหมด... ก็เพราะข้า…ข้าไม่เคยเห็น…”

สาวผมแดงหยุดเล็กน้อยแล้วกล้ำกลืน

“ข้าไม่เคยเห็นโหรวหลิ่งคนไหนที่มีเสน่ห์พอ ๆ กับท่านแม่ของข้า แถมยังมีพลังปราณที่ดูจะสูสีกับข้าไม่น้อย ข้าก็เลย…”

น้ำเสียงดูเหมือนคะเขิน

“...รู้สึก…รู้สึกเหมือนโดนท้าทายน่ะ จริง ๆ แล้วเจ้าก็เล่นผีผาเก่งมากเลยนะ…"

หลันหยีที่ยืนอยู่อีกฝั่งของบานไม้พิงหลังเข้ากับหน้าต่างอย่างสงบนิ่ง นางตั้งใจฟังคำสารภาพความรู้สึกที่ตรงไปตรงมาจนเกือบจะดูเซ่อซ่าของเจิ้นหยวนผู้นี้

'แล้วมันเกี่ยวอะไรกัน…?’

หลันหยีคิดในใจพลางกอดอกแน่น แก้มของนางแดงระเรื่อขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อโดนกล่าวชม ถึงอย่างนั้นนางยังเลือกที่จะไม่เปิดหน้าต่าง

‘มันไม่ใช่สิ่งที่ควรจะขอโทษอยู่ดีไม่ใช่หรือไง หรือนางจะไม่รู้จริงๆ ?'

บาจียังคงมองบานหน้าต่างอย่างคาดหวัง

"หรือจะเป็นเรื่องสนับมือ? ถ้าเจ้าไม่ชอบของขวัญชิ้นนั้น ข้าก็บอกแล้วไงว่าให้เจ้าไปเที่ยวป่าต้นหลิวกับข้าแทน ที่นั่นอากาศดีมากเลยนะ และที่สำคัญ... มันดีต่อการสงบปราณด้วย โหรวหลิ่งที่มีอาการหนัก ๆ หลายคนก็มักจะไปเยียวยาที่นั่นกันทั้งนั้น"

‘ที่ป่าต้นหลิวดีต่อการสงบปราณงั้นหรือ?’

คำพูดของบาจีสะกิดใจหลันหยีเข้าอย่างจัง ข้อมูลเรื่องป่าต้นหลิวเป็นสิ่งที่นางไม่เคยรู้มาก่อน

‘ไม่ได้นะหลันหยี เจ้าจะยอมนางเพียงเพราะเรื่องนี้ไม่ได้… อีกอย่างเรื่องเช่นนี้… ข้าค่อยถามท่านน้าก็ได้ไม่ใช่หรืออย่างไร?’

แต่นางก็ยังถือมั่นในศักดิ์ศรีและกาลเทศะ หากจะยอมเปิดใจง่าย ๆ ก็เกรงว่าจะเสียความเป็นแต้มต่อต่อเจิ้นหยวนจอมดื้อคนนี้ไป

‘ข้าต้องลองหยั่งเชิงนาง… ถ้าข้าใบ้แล้วนางยังตีหน้ามึนไม่เข้าใจ ข้าจะไม่คุยกับนางต่อ’

โหรวหลิ่งสาวตัดสินใจ "ใบ้" ให้ด้วยน้ำเสียงประชดประชันที่แฝงไปด้วยความน้อยใจ

"โหรวหลิ่งอ่อนแออย่างข้า... คงไม่เหมาะสมจะได้รับความกรุณาจากท่านเจิ้นหยวนผู้แสนยิ่งใหญ่หรอกค่ะ อย่างไรเสีย ข้าก็เป็นเพียงพวกคลุ้มคลั่งที่ต้องโดนเนรเทศและถูกส่งมาปลีกวิเวกในแดนต้องสาปแห่งนี้เท่านั้น"

บาจีที่ได้ยินแบบนั้นก็เริ่มประมวลผลในหัวอย่างรวดเร็ว ภาพเหตุการณ์ตอนกลางวันที่นางพูดจาดูถูกพลังของหลันหยีและสถานะของนางไหลย้อนกลับมา

‘อ้ะ หร หรือว่า..? นางจะโกรธที่ข้าพูดไปตอนนั้น?’

บาจีถึงกับสะดุ้งพลางรีบแก้ตัวแบบติดอ่าง

"ข้า…! ข้าไม่ได้ว่าเจ้าอ่อนแอสักหน่อยนะ! ไม่ได้ว่าบ้านเจ้าไล่เจ้าด้วย! ข-ข้าชมต่างหาก! ใช่!! ข้าจะบอกว่าเจ้าเป็นโหรวหลิ่งที่ทรงพลังมาก ๆ ต่างหากเล่า เพราะเจ้าเก่งมากถึงต้องมาอยู่ที่นี่ไง ที่นี่น่ะมีแต่คนเก่ง ๆ ระดับหัวกะทิทั้งนั้นนะ!"

หลันหยีฟังคำแถกแถที่ดูข้าง ๆ คู ๆ นั้นแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้า

‘ฮูหยินสามไม่ได้กล่าวเกินจริงเลย… ดูเหมือนการสอนคุณหนูสี่จะไม่ใช่เรื่องง่ายจริง ๆ…’

แม้จะเริ่มสงสัยในเจตนาที่ดูซื่อบื้อเกินกว่าจะเป็นคนใจร้ายของบาจี แต่นางก็ยังเลือกที่จะเงียบใส่เพื่อดัดนิสัย

‘ในเมื่อนางเลือกจะบิดคำพูดตนเอง…กลับผิดเป็นถูกกลับดำเป็นขาว ข้าก็ไม่ควรจะเสวนากับนางต่อ…’

จนในที่สุดบรรยากาศรอบข้างก็เงียบสงัดลงครู่หนึ่ง ก่อนจะมีเสียงกระซิบแผ่วเบาดังมาจากอีกฝั่งของหน้าต่าง

"...ข้าขอโทษ"

หลันหยีที่พิงหลังอยู่หลังบานไม้ลอบอมยิ้มออกมาเล็กน้อยอย่างพอใจ แววตาที่เคยเย็นชาเริ่มสั่นไหว

“ข้าขอโทษ…ที่ พูดว่าเจ้าโดนไล่ออกจากบ้านมา… ยกโทษให้ข้าได้ไหม…?”

‘บางที... นางผู้นี้อาจจะไม่ได้มีนิสัยแย่อย่างที่ข้าคิดก็ได้ อย่างน้อยก็ยังรู้จักผิดชอบชั่วดี’

หญิงสาวผมดำเอื้อมมือไปปลดสลักและเปิดหน้าต่างออกอย่างช้าๆ แสงจันทร์อาบไล้ใบหน้าจิ้มลิ้มของบาจีที่ดูสว่างไสวขึ้นทันตาเมื่อเห็นหน้าต่างเปิดออก

"ก็ยังดีที่ท่านคิดได้..."

หลันหยีเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่ไม่แข็งกระด้างเท่าเก่า

"แต่จงจำไว้ หากท่านพูดจาดูถูกครอบครัวของข้าหรือดูแคลนที่มาของข้าอีก ข้าจะไม่คุยกับท่านอีกเลยตลอดกาล... เข้าใจหรือไม่?"

"เข้าใจแล้ว! ข้าสัญญา!"

บาจีรีบประกบมือขึ้นรับคำราวกับเด็กน้อยที่กลัวโดนทิ้ง

"แล้ว..."

หลันหยีเว้นจังหวะพลางหรี่ตามองอย่างมีท่าที

"เรื่องป่าหลิวที่ท่านพูดมาเมื่อครู่ มันเป็นเรื่องจริงหรือท่านแค่หลอกล่อให้ข้าเปิดหน้าต่างบานนี้กันแน่?"

เมื่อหลันหยีฮุบเหยื่อ บาจีก็ยิ้มกว้างออกมาทันที

"เรื่องจริงแท้แน่นอน! ป่าหลิวนั่นเป็นจุดที่เหล่าโหรวหลิ่งที่อาการหนักๆ จะเข้าไปเดินลมปราณเพื่อปรับสมดุลกันทั้งนั้น มันดีมากๆ เลยนะคุณหนูหลันหยี หากเจ้าไปฝึกที่นั่นเพียง 1 เดือน ก็จะได้ผลเท่ากับฝึกในจวนถึง 6 เดือน! หรือถ้าฝึกแค่ 1 วัน... ก็เท่ากับฝึกธรรมดาถึง 10 วันเลยเชียวนะ!"

หลันหยีนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง

‘ประเดี๋ยวนะ… ทำไมตัวเลขที่นางคำนวนฟังดูแปลกๆ…’

นางพยายามคำนวณตามในใจอย่างรวดเร็ว ก่อนจะขมวดคิ้วมุ่น

"เดี๋ยวก่อน... 1 เดือนเท่ากับ 6 เดือน เช่นนั้น 1 วันก็ต้องเท่ากับ 6 วันสิเจ้าคะ เหตุใดถึงกลายเป็น 10 วันไปได้?"

บาจีชะงักกึก รอยยิ้มค้างอยู่บนใบหน้า นางเริ่มนับนิ้วหยิกๆ อยู่ด้านหลัง

"เอ่อ... คือ... มันก็... เอาเป็นว่ามันดีมากๆ ก็แล้วกันน่า! ตัวเลขพวกนั้นมันก็แค่การประมาณน่ะ เจ้าอย่าไปใส่ใจนักเลย!"

บาจีรีบคลี่พัดที่คาดเอวออกมาสะบัด พัดแก้ความประหม่า

หลันหยีมองท่าทางปัดสอยปัดพายแก้เขินของคนตรงหน้าแล้วก็ต้องแอบส่ายหน้าในใจ

‘ที่แท้... นอกจากจะไร้กวีในหัวใจแล้ว ยังไม่ประสากับการคิดคำนวณด้วยสินะ’

ความรู้สึกไม่น่าไว้วางใจเริ่มกลับมาอีกครั้ง แต่เป็นในเชิงความปลอดภัยมากกว่าความเกลียดชัง

"หากมันดีขนาดนั้น ทำไมเหล่าฮูหยินถึงไม่ยอมให้ข้าไปล่ะเจ้าคะ? หรือเพราะป่านั่นมันอันตรายใช่หรือไม่?"

"ถ้าไปกับคนอื่นน่ะอันตราย แต่ถ้าไปกับข้ายังไงก็ปลอดภัย!"

บาจีสบพัดดังปั่บอย่างมั่นอกมั่นใจ สีหน้าเผยรอยยิ้มอย่างเชื่อมั่นออกมาอีกครั้ง

กลับกันหลันหยีหรี่ตามองอย่างไม่เชื่อถือนัก

"ข้าควรจะเชื่อคำพูดของคนที่คำนวณเลขผิดง่ายๆ อย่างนั้นหรือเจ้าคะ?"

"โธ่! เรื่องเลขข้าอาจจะพลาด แต่เรื่องทิศทางและพลังปราณข้าไม่พลาดแน่!"

บาจีรีบอธิบายเพิ่มด้วยท่าทางจริงจัง

"ฟังนะ ในแดนต้องสาปนี้ ตำแหน่งจวนที่เราอยู่นี้มีความหนาแน่นของปราณอยู่ที่ระดับ 3 ส่วนป่าหลิวน่ะตั้งอยู่บริเวณรอยต่อระหว่างระดับ 3 ไป 4 แต่ความหนาแน่นในป่าจริง ๆ น่ะมันพุ่งไปถึงระดับ 4 แล้ว ซึ่งเจ้ารู้ใช่ไหมว่ายิ่งปราณหนาแน่น เจ้าก็ยิ่งเดินพลังได้ดีและเร็วขึ้น"

หลันหยีคิดตามอย่างรอบคอบ

"ยิ่งหนาแน่นก็ยิ่งเดินพลังได้ดี... แต่มันก็หมายความว่าความเสี่ยงที่จะเจออสูรร้ายหรือสัตว์อันตรายก็สูงขึ้นด้วยไม่ใช่หรือเจ้าคะ?"

"ก็ถึงบอกไงว่ามันเป็นชายขอบ! มันอยู่ตรงรอยต่อพอดี"

บาจีวาดมือกับแหวกพัดกลางอากาศ

"มันหนาแน่นเหมือนระดับ 4 แต่ปลอดภัยเหมือนโซนเจิ้นหยวนอย่างระดับ 3 ไงเล่า"

ในหัวก็เริ่มคิดปรามาศหญิงสาวผู้ฉลาดกว่าตน

‘ทำไมเรื่องง่าย ๆ นางถึงเข้าใจยากนักนะ ช่างคิดอ่านช้าเสียจริง!’

โหรวหลิ่งเริ่มมีสีหน้าลังเล ใจหนึ่งก็นึกสนใจในผลลัพธ์ของการฝึกฝนที่รวดเร็ว

"หากเป็นเช่นนั้น... พรุ่งนี้เช้า… ข้าจะลองไปขออนุญาตฮูหยินใหญ่อีกครั้งดู"

"ไม่ได้! ห้ามขอเด็ดขาด!"

บาจีรีบโบกมือห้ามทันควัน

"พวกท่านแม่น่ะระมัดระวังเกินเหตุ ขืนเจ้าไปขอมีหวังโดนสั่งกักตัวอยู่ในห้องหอแน่ ของแบบนี้น่ะ…”

สาวผมแดงเอ่ยแล้วยิ้มให้กับหลันหยีพร้อมน้ำเสียงฮึกเหิม

“เชื่อใจข้าสิ! ของเช่นนี้มันต้องกล้าได้กล้าเสี่ยง!"