จุดอ่อน
"ไม่ได้เด็ดขาด!"
ฮูหยินใหญ่ รีบส่งเสียงปรามขึ้นมาทันควันก่อนที่หลันหยีจะได้อ้าปากตอบ
"เจ้าก็รู้ดีว่าแดนต้องสาปไม่ใช่สถานที่สำหรับเดินเล่นตามใจชอบ หลันหยียังต้องมีสมาธิกับการฝึกสยบปราณ การออกไปข้างนอกพร่ำเพรื่อมีแต่จะทำให้นางตกอยู่ในอันตราย"
เหว๋ บาหลง รีบพยักหน้าหงึกหงักตามทันทีเมื่อได้ยินฮูหยินเปลี่ยนน้ำเสียงอย่างจริงจัง
"อืม... แม่เจ้าพูดก็มีเหตุผลนะบาจี สถานการณ์ตอนนี้นางควรอยู่อย่างสงบๆ จะดีกว่า"
ทว่าคนอย่าง บาจี มีหรือจะยอมถอยง่ายๆ นางยืดตัวขึ้นพลางกอดอกด้วยท่าทางที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ
"หากเดินลึกเข้าไปในเขตอันตรายย่อมต้องระวังเจ้าค่ะ แต่ท่านแม่ลืมไปแล้วหรือว่า... ข้าคือเจิ้นหยวนที่มีพรสวรรค์ที่สุด แข็งแกร่งที่สุด"
นางโปรยยิ้มทรงเสน่ห์ไปรอบโต๊ะ
"ท่านพ่อก็รู้ ท่านพี่ก็รู้ ท่านแม่เองก็รู้ดีที่สุด แม้แต่เด็กทารกข้าก็สามารถหลับตาดูแลได้ นับประสาอะไรกับการอารักขาสตรีเพียงนางเดียวเจ้าคะ?"
"ความมั่นใจกับความหลงตัวเองมันมีเส้นกั้นเพียงบางๆ นะบาจี"
ฮูหยินใหญ่เอ่ยขัดพลางส่ายหน้า
"สุภาษิตก็มีว่า เล่นกับไฟย่อมเผาตัวเอง เจ้าอย่าได้ลำพองตนนัก"
"ขอบพระคุณท่านแม่ที่สั่งสอนเจ้าค่ะ!" บาจีรีบรับคำพลางยิ้มแป้น ไม่มีท่าทีสำนึก
"ลูกได้เรียนรู้แล้วว่าหากลูกประมาท จะทำให้คุณหนูหลันหยีเป็นอันตราย เพราะงั้นลูกสัญญาว่าจะระวังให้มากขึ้นเป็นเท่าตัวเลยเจ้าค่ะ!"
ฮูหยินใหญ่ถึงกับถอนหายใจยาวด้วยความเหนื่อยหน่ายที่ลูกสาวตัวแสบดันใช้คำสอนของนางมาเป็นข้ออ้างเพื่อจะเอาชนะให้ได้ นางยังคงมีท่าทีไม่เห็นด้วยอย่างชัดเจน
บาจีจึงหันไปหาที่พึ่งสุดท้าย พลางส่งสายตาออดอ้อนไปทางบิดา
"ท่านพ่อเจ้าคะ... ท่านเห็นว่าอย่างไรเจ้าคะ?"
บาหลง ที่กำลังคีบปลาเข้าปากชะงักกึก เมื่อเห็นสายตาพิฆาตของฮูหยินใหญ่ และสายตาอ้อนวอนของลูกสาวปะทะกัน เขาก็ถึงกับสำลักก้างปลาติดคอขึ้นมาทันที!
"แค่ก! แค่กๆๆ!"
เขารีบยกแก้วน้ำขึ้นดื่มพลางปัดมือไปมาสื่อว่า
'ข้าตอบไม่ได้! ข้ายุ่งอยู่กับการเอาชีวิตรอดจากก้างปลา!'
เพื่อเลี่ยงการตัดสินใจที่อาจทำให้เขาต้องมีปัญหากับหวานใจและลูกสาว
หลันหยี อาศัยจังหวะชุลมุนนี้รีบแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งทว่าหนักแน่น
"ขอบคุณในคำชวนและความหวังดีของคุณหนูสี่มากเจ้าค่ะ ข้าขอรับความจริงใจนั้นไว้ แต่เพื่อความปลอดภัยของทุกคนและเพื่อตัวข้าเอง ข้าขอเลือกที่จะฝึกวิชาอยู่ในจวนรับรองตามเดิมจะดีกว่าเจ้าค่ะ"
หลันหยีลอบยิ้มด้วยความดีใจอยู่ลึก ๆ ที่ฮูหยินใหญ่ช่วยเป็นเกราะป้องกันให้ และนางก็สามารถรักษาภาพลักษณ์แขกผู้มีมารยาทไว้ได้โดยไม่ต้องไปเผชิญความวุ่นวายข้างนอกกับเจิ้นหยวนจอมแสบผู้นี้
บาจีทำหน้ายู่ปาก บิดแก้มไปด้านข้างอย่างขัดใจที่แผนการ "ชวนเที่ยว" ต้องพังลงไม่เป็นท่า นางแอบจิ๊ปากเบา ๆ ในลำคอ แต่คนอย่างบาจีหรือจะยอมแพ้ง่าย ๆ
ในเมื่อหลอกล่อให้ออกไปข้างนอกไม่ได้ นางก็ต้องหาทาง "เข้าหา" ให้ได้อยู่ดี!
"แหม... ฝึกแต่ในจวนมันก็น่าเบื่อออกนะเจ้าคะ" บาจีขยับเข้าไปใกล้หลันหยีอีกนิด แววตาเจ้าเล่ห์กลับมาฉายชัด
"แล้วที่ซ้อมผีผาอยู่ล่ะ เป็นอย่างไรบ้าง? ให้ข้าช่วยไปเป็นอาจารย์สอนให้ไหม ข้ามีเทคนิคพิเศษที่จะทำให้เสียงผีผาน่าสนใจขึ้นกว่าเดิมเยอะเลยนะ!"
หลันหยีปรายตามองเจิ้นหยวนผมแดงที่พยายามจะยัดเยียดตัวเองเข้ามา ก่อนจะตอบด้วยรอยยิ้มเรียบเนียน
"ขอบพระคุณในน้ำใจเจ้าค่ะคุณหนูสี่ แต่ฮูหยินรองท่านเมตตาสั่งสอนข้าอย่างดีอยู่แล้ว วิชาของท่านแม่นั้นลึกซึ้งนัก ข้ายังเรียนรู้ไม่หมดเลยเจ้าค่ะ"
นางเว้นจังหวะนิดหนึ่งก่อนจะรุกกลับด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานแต่คมกริบ
"หรือคุณหนูสี่กำลังจะบอกว่า... การสอนของฮูหยินหวีฟ่านมารดารองของท่านนั้น 'ดีไม่พอ' หรือเจ้าคะ?"
บาจีชะงักไปทันที นางยู่ปากบิดไปมาพลางคิดในใจ
'ยัยโหรวหลิ่งนี่... ปากคอเราะร้ายไม่เบาเลยนะ'
เมื่อเห็นบาจีเริ่มจนแต้มและยังคงพยายามจะหาช่องทางเข้าใกล้หลันหยีไม่ยอมเลิก ฮูหยินสามก็เห็นโอกาสที่จะช่วยแขก และเพื่อจะ "ดัดหลัง" ลูกสาวตัวแสบให้เข็ดหลาบ
"บาจีเอ๋ย... แทนที่จะไปวุ่นวายเรื่องดนตรี เจ้าควรจะรู้ไว้ว่าหลันหยีนางเก่งกาจเรื่องพู่กันและกวีมากนะ กาพย์กลอนของนางสละสลวยยิ่งนัก"
ฮูหยินสามเอ่ยกลั้วหัวเราะพลางหันไปสบตากับฮูหยินใหญ่
"ในเมื่อเจ้าสนใจแขกขนาดนี้ ทำไมไม่ลองให้หลันหยีช่วยสอนมารยาท การเขียนพู่กัน หรือร่ายบทกวีให้เจ้าฟังสักสองสามคืนดูล่ะ?"
ฮูหยินใหญ่พยักหน้าเห็นพ้องทันที
'ดีมากน้องสาม... บาจีเกลียดการนั่งคัดอักษรที่สุด'
บาจีทำหน้าพะอืดพะอมทันที ในหัวนึกถึงวิชากาพย์กลอนที่นางแสนจะเกลียดชัง
‘กลอนกวี…!? ไอ้การแต่งคำชวนงง…บทบนบทล่างบทส่งบทสัมผัสอะไรนั่นน่ะนะ? เข้าใจยากจะตายไป! นางชอบเรื่องแบบนั้นหรือ…!?’
นางเหลือบมองไปทางหลันหยีด้วยความหวังว่าจะไม่ใช่เรื่องจริง…
"หืม? แม่นางหลันหยี... ชอบเรื่องหนังสือน่าเบื่อ ๆ พวกนั้นจริงหรือเจ้าคะ?" บาจีเปรยพลางมองสำรวจคนข้างกาย
"มิน่าล่ะ เจ้าถึงดูเรียบร้อยราวกับหลุดออกมาจากภาพวาด ที่แท้ก็ชอบพวกคำวาดคำเขียนที่ชวนง่วงพวกนี้เอง... แต่ของพวกนั้นมัน… น่าเบื่อจะตายเลยนะ…"
หลันหยีเอะใจกับคำว่า 'น่าเบื่อ' และท่าทางขยะแขยงตำราของบาจี
‘หรือว่า… นางเกลียดบทกลอน?’
นางเหลือบมองไปทางฮูหยินสามที่ยิ้มหวานให้กับนาง ซ้ำยังพยักหน้าให้ช้าๆเล็กน้อยเหมือนส่งสารให้กับหลันหยีเป็นนัยๆ
‘ฮูหยินสาม… ตั้งใจบอกข้าเรื่องนี้… เป็นไปได้ว่า…’
หลันหยีมองกลับไปหาหญิงสาวผมแดงเพื่อทำการทดสอบ
"จริงเจ้าค่ะคุณหนูสี่ ข้าชอบกาพย์กลอนเป็นที่สุด หากคุณหนูสนใจ คืนนี้หลังจากงานเลี้ยงจบลง ข้าจะเตรียมบทกวีสอนใจยาว ๆ สักสามสิบบทมาร่ายให้ท่านฟังดีไหมเจ้าคะ? ข้าจะช่วยขัดเกลามารยาทและความรู้ในตำราให้ท่านเองเจ้าค่ะ"
พอได้ยินคำว่า "บทกวีสอนใจสามสิบบท" บาจีถึงกับขนลุกซู่ไปทั้งตัว ภาพที่ต้องนั่งนิ่ง ๆ หลังขดหลังแข็งฟังเสียงอ่านกลอนกล่อมนอนลอยเข้ามาในหัวจนนางต้องรีบถอยห่างออกมาหนึ่งช่วงตัวทันที
"อ่า... ข้าว่า... พวกเรากินข้าวกันเถอะเจ้าค่ะ!" บาจีรีบคีบอาหารพัลวัน
"นี่ไง ๆ นกกระทาอบนี่ท่าทางจะอร่อย แม่นางหลันหยีทานเยอะ ๆ นะเจ้าคะ หิวแล้วแน่ ๆ เลย... เรื่องกวีกวีอะไรนั่น เอาไว้ชาติหน้า... เอ๊ย! ไว้วันหลังค่อยคุยกันเถอะเจ้าค่ะ!"
หลันหยีเห็นท่าทาง "เข็ดขยาด" จนตัวสั่นของบาจีแล้วก็แอบยิ้มสะใจในใจ
'ที่แท้เจ้าก็แพ้ทางตำรานี่เอง'
ตลอดทั้งงานเลี้ยง ไม่ว่าบาจีจะพยายามชวนคุยเรื่องอะไร หรือพยายามจะล่อหลอกด้วยหัวข้อไหน หลันหยีก็มักจะยิ้มรับอย่างอ่อนหวานแล้วต่อบทสนทนาออกมาเป็น "กลอนแปด" หรือ "กวีโบราณ" ที่แสนจะลึกซึ้ง พร้อมกับทิ้งจังหวะให้บาจีต้องเป็นฝ่ายคิดคำตอบรับส่งสัมผัสกลับมาให้ได้
บาจีถึงกับไปไม่เป็น นางนั่งใบ้กินอ้าปากค้าง เพราะในหัวมีแต่กระบวนท่าวิทยายุทธ ไม่มีบทกวีแม้แต่ครึ่งบรรทัด ยิ่งเห็นหลันหยีทำตาใสซื่อรอฟังคำตอบ บาจีก็ยิ่งทำตัวไม่ถูก โต้กลับไม่ได้แม้แต่คำเดียว
เหตุการณ์นี้ทำเอา ปาป๋อ ปูเจิ้น และเบหยวน ที่นั่งดูอยู่ใกล้ ๆ ถึงกับต้องยกจอกสุราขึ้นบังใบหน้าเพื่อแอบขำ
‘พี่รอง ท่านดูนั่นสิ ข้าว่าข้าเห็นควันออกจากหัวน้องรองแล้ว’
‘ฮ่าฮ่าฮ่า ข้าเห็นแล้ว เห็นแล้ว แม่นางหลันหยีนี่ช่างเก่งเสียจริง จัดการน้องสี่ของพวกเราอยู่หมัด’
‘นี่พวกเจ้าไม่กลัวนางแล้วหรืออย่างไรกัน?’
ปาป๋อแอบกระซิบ
‘กลัว!? กลัวอะไรกันท่านพี่!? ก็แค่… น… นาง…!’
ในจังหวะที่ปูเจิ้นกำลังคิดจะแก้ตัวก็เอะใจได้ว่า บาจีนั้นไม่ได้รู้ถึงความน่ากลัวของหลันหยี
‘ เออ!จริงด้วย! น้องสี่ยังไม่รู้ถึงพลังของนางนี่นา’
‘แต่ท่านแม่ให้นางใส่กำไลหยกทมิฬเอาไว้แล้ว… ถ้าท่านแม่บอกมันควบคุมได้ ก็ไม่เป็นไรหรอกน่า…’
สามพี่น้องมองไปทางน้องเล็กของเขาอย่างเป็นห่วง…
“ ท่านจะเฝ้าตอรอกระต่ายไปทำไมกันเจ้าคะ…” หลันหยีเอ่ย
“ เฝ้าตอรอกระต่าย? เฝ้าทำไม? รอทำไม? โอ้ย! ไม่เอา! ข้าแค่ถามเจ้าว่าจะเอาไก่ทอดไหมแค่นี้ เจ้าจะเอากระต่ายทำไม!? หรือเจ้าอยากกินเนื้อกระต่าย ข้าจะได้สั่งให้! ”
บาจีขยี้หัวอย่างงุนงง
‘ไม่เป็นไรหรอก…’
ภาพที่น้องสี่ดูฉุนเฉียวกับการโดนสั่งสอนนั้นทำให้พี่ ๆทั้งสามคลายกังวลในทันที
‘น้องสี่คงทนอยู่กับนางไม่ได้หรอก…’
เมื่องานเลี้ยงเลิกรา หลันหยีขอตัวกลับจวนรับรองโดยมีอาหลิงและอาหลานคอยปรนนิบัติเดินตามมาส่งถึงในห้องนอน
สาวใช้ทั้งสองช่วยกันเปลี่ยนเสื้อและจัดเตรียมที่นอนทั้งคู่พลางพากันหัวเราะคิกคักไม่หยุดปาก
"คุณหนูเจ้าคะ ข้าแทบจะกลั้นขำไม่ไหวตอนที่คุณหนูร่ายบทกวีสอนใจนั่นออกมา"
อาหลิง เอ่ยพลางพับผ้าจัดแจงเป็นระเบียบ
"เห็นสีหน้าคุณหนูสี่ที่พยายามจะเค้นคำตอบแต่ตอบไม่ได้แล้ว ข้าล่ะสงสารนางจริง ๆ เจ้าค่ะ หน้าถอดสีจนแทบจะกลืนนกกระทาอบเข้าไปทั้งตัวอยู่แล้ว!"
"จริงเลยอาหลิง! "
อาหลาน เสริมพลางจัดหมอนให้เข้าที่
"ข้านึกว่านางจะเก่งกาจไปเสียทุกเรื่อง ที่ไหนได้ พอเจอวิชาความรู้เข้าหน่อยกลับนั่งบื้อเป็นหินไปเลย คุณหนูของพวกเราช่างยอดเยี่ยมที่สุดเลยเจ้าค่ะ คืนนี้คุณหนูคงจะนอนหลับสบายใจแล้วนะเจ้าคะ"
หลันหยีไม่ได้เอ่ยปากตอบสาวใช้ทั้งสอง นางเพียงแต่แย้มยิ้มบาง ๆ อย่างมีเลศนัย ทว่าภายในใจนั้นกลับพองโตด้วยความภาคภูมิ
'หึ... คนป่าเถื่อนที่เอาแต่ใช้กำลังอย่างนาง พอเจอวิถีของปัญญาชนเข้าหน่อยก็ไปไม่เป็นเหมือนคนป่าไม่มีผิด ป่านนี้คงหัวหมุนจนกินไม่ได้นอนไม่หลับล่ะมั้ง คืนนี้ข้าคงจะหลับฝันดี ส่วนคนที่ต้องนอนฟุ้งซ่านเพราะโดนปั่นประสาทจนเสียกระบวนท่า ก็คงจะเป็นนาง... สมควรนัก อยากมาดูถูกข้าก่อนทำไม'
หลังจากสาวใช้ทั้งสองขอตัวออกไป หลันหยีก็ขยับกายถอดกำไลหยกทมิฬวางลงที่โต๊ะข้างเตียงอย่างแผ่วเบา ความรู้สึกหนักอึ้งและตึงเครียดตลอดทั้งวันมลายหายไปสิ้น นางเดินไปที่หัวเตียงและเตรียมตัวจะดับตะเกียงเพื่อเข้าสู่นิมิตแห่งการหลับนอนทิ้งท้ายชัยชนะในวันนี้
ทว่าในวินาทีที่แสงไฟกำลังจะมอดดับนั้นเอง...
ครืด…
เสียงขยับแผ่วเบาที่หน้าต่างดึงให้สติของนางกลับมาจดจ่อ หลันหยีสะดุ้งตัวลุกขึ้นคว้าผ้าแพรมาคลุมไหล่พลางมองไปตามต้นเสียงด้วยความระแวดระวัง
‘นั่นเสียงอะไรน่ะ!? หน้าต่างถูกเปิดหรือ’
ก่อนจะพบกับเงาร่างบางสลวยที่ปีนอยู่บนขอบหน้าต่างอย่างไร้มารยาท เส้นผมสีแดงเพลิงของคนผู้นั้นสะท้อนกับแสงจันทร์นวลตาจนดูราวกับเปลวไฟกลางความมืด
"แหม่... ไม่คิดจะให้ข้าแก้ตัวเรื่องกลอนหน่อยหรือเจ้าคะ คุณหนูหลิน หลันหยี?"
บาจีเอ่ยพร้อมรอยยิ้มกรุ้มกริ่มที่มุมปาก แววตาของนางไม่มีร่องรอยของความง่วงซึมแม้แต่น้อย มีเพียงความเจ้าเล่ห์ที่ดูเหมือนจะทวีคูณขึ้นกว่าตอนอยู่ที่โต๊ะอาหารเสียอีก
หลันหยีเบิกตากว้างพลางถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ในใจพลันอุทานด้วยความตกใจและโมโห
'นี่นางเสียสติไปแล้วหรือ!?’