การกลับมาของเปลวตะวัน
ร่างบางในชุดนักรบสีเข้มไม่รอช้า พลิ้วกายลงจากหลังม้าอย่างแผ่วเบาราวกับนกอินทรีร่อนลงจากเวหา อาศัยจังหวะที่เสียงผีผากำลังสั่นพลิ้ว ย่องลัดเลาะไปตามเงาของกิ่งไม้และอาคารจวน
จนเข้ามาถึงมุมอับสายตาที่ใกล้ศาลากลางน้ำมากพอจะเห็นใบหน้าของสตรีผู้นั้นได้ชัดถนัดตา
ดวงตาเรียวคมของผู้มาใหม่เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ลอบมองโครงหน้าหมดจดและผิวพรรณที่ราวกับหิมะของหลันหยีด้วยความรู้สึกทึ่ง
‘งดงามนัก...’
เจิ้นหยวนลึกลับคิดในใจ ก่อนจะเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยพลางสะบัดเรือนผมสีแดงเพลิงอย่างถือดี
‘แต่ก็เอาเถอะ... ก็นับว่าสวยพอๆ กับข้าละนะ แขกของท่านพ่อคนนี้เป็นใครกัน? มาทำอะไรที่นี่? แล้วเหตุใดถึงได้มานั่งเล่นดนตรีที่ดูอ้างว้างเช่นนี้’
ความรู้สึกชื่นชมเริ่มถูกแทนที่ด้วยนิสัยชิงดีชิงเด่นตามประสาหญิงสาวที่มั่นใจในตัวเองสูง นางยืนพิงโคนต้นหลิวเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ
จนกระทั่งถึงจังหวะเปลี่ยนโน้ตที่ซับซ้อน หลันหยีที่กำลังวูบไหวในอารมณ์เผลอพรมปลายนิ้วผิดไปเพียงกึ่งเสียงเพียงนิดเดียวเท่านั้น
“พลาดแล้วแม่นาง!”
เสียงใสทว่าทรงพลังโพล่งออกมา พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างบางเจ้าของผมสีเพลิงที่ก้าวออกมาจากหลังต้นไม้อย่างรวดเร็ว นางกอดอกมองมาด้วยสายตาซุกซนและถือดี
“ว๊าย!”
หลันหยีสะดุ้งสุดตัวจนผีผาเกือบหลุดจากมือ นางรีบคว้าเครื่องดนตรีไว้แนบอกพลางถอยกรูดด้วยความตกใจ
ใบหน้าที่เคยสงบนิ่งบัดนี้ซีดเผือดลงเมื่อเห็นคนแปลกหน้าในชุดนักรบมายืนอยู่ตรงหน้าในระยะประชิดเช่นนี้!
“จะ...เจ้าเป็นใครกัน! เข้ามาที่นี่ได้อย่างไร!”
หลันหยีละล่ำละลักถาม หัวใจเต้นรัวด้วยความตื่นตระหนก สายตามองหาอาหลิงและอาหลานอย่างลนลาน
"ดีดได้ไม่เลวเลยนี่แม่นาง"
หญิงสาวลึกลับผมแดง ปรบมือเสียงดังแปะๆ พลางก้าวเดินเข้ามาหาหลันหยีด้วยท่าทีสง่างามทว่าถือดี
"ท่วงทำนองวิจิตรใช้ได้ แต่สำหรับข้าที่ถูกเคี่ยวกรำเรียนดนตรีจากท่านแม่มาตั้งแต่จำความได้ เพลงที่เจ้าเล่นน่ะ... ข้าดีดได้คล่องตั้งแต่ห้าขวบแล้วล่ะ และต่อให้ข้าละเมอเล่นในตอนนี้ ก็ไม่มีทางที่จะพลาดสักจังหวะ"
พูดจบนางก็ทำท่าจะขยับเข้าไปนั่งลงข้างๆ บนเก้าอี้หินอ่อนราวกับเป็นเจ้าของสถานที่
“มา มา ข้าจะสอนเจ้า…”
"หยุดนะ! อย่าเข้ามาใกล้ข้า!"
หลันหยีร้องห้ามเสียงหลง นางรีบขยับถอยห่างจนแผ่นหลังพิงกับเสาศาลา แววตาเต็มไปด้วยความระแวดระวังและหวาดกลัว
ความตื่นตระหนกทำให้กระแสปราณหยินในกายของหลันหยีเริ่มหมุนวน นางรู้สึกถึงไอเย็นที่เริ่มแผ่ออกมาจากปลายนิ้ว
‘แย่แล้ว..พลังของข้า…!? จะให้มันเป็นเหมือนกับที่เกิดกับคุณชายสามไม่ได้!’
หลันหยีรีบหลับตาลง และพยายามหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อสะกดพลังนั้นให้เย็นลงในทันที
สตรีผมแดงชะงักเท้าไปครู่หนึ่ง นางหรี่ตาลงมองท่าทางของหลันหยีอย่างพินิจ ก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นอย่างนึกสนุก
"อาการแบบนี้... กลิ่นอายแบบนี้... เจ้าเป็น 'โหรวหลิ่ง' งั้นหรือ?"
นางแค่นยิ้มบางๆ พลางกอดอกเดินวนรอบตัวหลันหยีเหมือนแมวป่าที่กำลังสำรวจเหยื่อ
"ให้ข้าเดานะ เจ้าคงจะเป็นพวกโหรวหลิ่งที่คุมพลังตัวเองไม่ได้จนบ้านแตกสาแหรกขาด เลยถูกส่งมาปล่อยเกาะกบดานอยู่ที่แดนต้องสาปนี่ล่ะสิ น่าเวทนาเสียจริง..."
เจิ้นหยวนผมแดงเอ่ยด้วยรอยยิ้มยียวนและมั่นใจในการวิเคราะห์ของตน
“ไม่เจอมานานแล้วนะ พวกคลุ้มคลั่งจนต้องโดนส่งให้มาปลีกวิเวกเช่นนี้”
“แต่ไม่เป็นไรหรอกนะ! เจ้ารู้หรือไม่ว่า หากมีโหรวลิ่งที่แข็งแกร่งเช่นเจ้าย่อมต้องมีเจิ้…”
คำพูดเสียดสีที่แทงใจดำเรื่องการถูกส่งตัวมาและความคิดถึงบ้านแต่ไม่อาจกลับได้ ทำให้ความอดทนของหลันหยีขาดผึง
ความเศร้าเสียใจตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมาแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธแค้นทันที
นางลืมตาขึ้นจ้องมองคนตรงหน้าด้วยแววตาวาวโรจน์
"เจ้าจะไปรู้อะไร! เจ้าไม่มีสิทธิ์มาตราหน้าข้าเช่นนี้!"
เจิ้นหยวนสาวผมแดงไม่เพียงไม่สะทกสะท้านต่อเสียงตวาด แต่นางกลับหัวเราะร่วน แววตาที่จ้องมองมาดูสนุกสนานยิ่งกว่าเดิม
นางยกมือขึ้นโบกไปมาเล็กน้อยเป็นเชิงให้ใจเย็นลง ทว่าถ้อยคำที่พ่นออกมากลับดูเหมือนการราดน้ำมันลงบนกองไฟเสียมากกว่า
"อ้าวๆ แม่นางโหรวหลิ่งน้อยโกรธเสียแล้วหรือ?"
นางก้าววนเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด ยิ้มยั่วเย้าอย่างผู้ถือไพ่เหนือกว่าโดยไม่เกรงกลัวต่ออันตรายที่อาจจะเกิดกับตน
"นี่เจ้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อปรับปราณหรอกหรือไงกัน? อารมณ์พุ่งพล่านเป็นน้ำเดือดขนาดนี้ พลังมันจะไปสงบลงได้อย่างไร เดี๋ยวปราณก็ตีกลับจนกระอักเลือดหรอกน้า..."
หลันหยีเม้มริมฝีปากแน่นจนห้อเลือด นางพยายามจะสำรวมจิตใจตามที่ฮูหยินสอนมาตลอดหนึ่งเดือน
แต่เสียงเจื้อยแจ้วข้างหูนี่กลับรบกวนสมาธิจนน่าโมโห
"เจ้า... เจ้าออกไปให้พ้นหน้าข้าเดี๋ยวนี้!"
"แหม... ฟังข้าก่อนนะฟังข้าก่อน ข้าจะบอกอะไรดีๆ ให้นะ" เจิ้นหยวนสาวผมแดงเอ่ยเย้า พลางสะบัดพัดจีบในมือออกเบาๆ ท่าทางกวนประสาทนั้นชวนให้คนมองรู้สึกหมั่นไส้
"เอาเข้าจริง ๆ เจ้าไม่เห็นต้องลำบากฝึกสงบใจอะไรนี่เลย ถ้าแค่โหรวหลิ่งอย่างเจ้า... ได้พบเจิ้นหยวนดีๆ มาช่วย 'สยบ' ให้ก็พอ เพราะแบบว่านะ มันก็มีพวกเจิ้นหยวนที่กระจอกๆ คุมไฟตัวเองไม่ได้ ทำให้ต้องได้รับพลังปราณเย็นๆ จากโหรลลิ่ง มาช่วยควบคุม และโหรวลิงอ่อนๆ บางคนก็ต้องการเจิ้นหยวนเท่ๆ มาคุมไง"
นางพูดพลางสืบเท้าเข้าหาหลันหยี
ทว่าในจังหวะนั้นเอง เจิ้นหยวนผมแดงกลับรู้สึกถึงแรงสั่นสะท้านบางอย่างที่แล่นริ้วขึ้นมาในอก
หัวใจของนางพลันเต้นรัวอย่างไร้สาเหตุ
ยิ่งเข้าใกล้กลิ่นอายของหลันหยี… นางกลับยิ่งรู้สึกอยาก "เข้าใกล้" มากกว่าเดิม
‘อะไรกันเนี่ย อะไรกัน..ทำไมกลิ่นตัวนางหอมจัง..?’
ด้วยสัญชาตญาณที่พลุ่งพล่าน หญิงสาวผมแดงยื่นมือหมายจะเข้าไปคว้าผีผาในอ้อมแขนของหลันหยี
และด้วยปราณหยินที่ยังไม่สงบดีของหลันหยีกลับตอบสนองต่อแรงกดดันนั้นทันที มันพุ่งวาบออกมาราวกับเห็นเหยื่ออันโอชะ มุ่งตรงไปยังปลายนิ้วของนางหมายจะกระชากพลังวิญญาณออกมาอย่างรุนแรง!
"เหว๋ บาจี! หยุดเดี๋ยวนี้!"