ป่าต้นหลิว
'ป่าต้นหลิวหากสถานที่แห่งนั้น…ช่วยเร่งเวลาฝึกของข้าได้จริง… ก็ล้ำค่ายิ่งนัก… ข้าจะได้กลับบ้านไวขึ้น…กลับไปหาท่านพ่อ… กลับไปเป็นดังเดิม…'
หลันหยีที่ยืนอยู่ตรงหน้าเริ่มโอนอ่อนลง
‘ไม่ต้องพลั้งเผลอพลาดไปทำร้ายใคร’
"ตกลงเจ้าค่ะ... พรุ่งนี้ข้าจะไปกับท่าน"
เสียงหวานเอ่ยตอบแผ่วเบา
บาจีที่รอฟังอยู่ถึงกับยิ้มแก้มปริ แววตาลิงโลดอย่างปิดไม่มิด
"ดีมาก! เช่นนั้นพรุ่งนี้เจอกัน!"
ยังไม่ทันที่นางจะกำชับแผนการต่อ เสียงของอาหลิง ก็ดังแทรกมาจากหน้าประตูห้องนอน
"คุณหนูเจ้าคะ... ท่านยังไม่นอนหรือเจ้าคะ? ข้าแว่วเสียงเหมือนท่านคุยกับใครอยู่?"
บาจีสะดุ้งสุดตัว นางรีบกระซิบบอกคนตรงหน้าทันที
"ยามโฉ่ว (ก่อนรุ่งสาง) ข้าจะมารับ! ห้ามเบี้ยวเด็ดขาดนะโหรวหลิ่งน้อย!"
พูดจบเจิ้นหยวนผมแดงก็กระโดดหายไปในเงามืดอย่างรวดเร็วราวกับนกฮูก ทิ้งท้ายไว้ในใจอย่างลำพองว่า
'หึหึ พรุ่งนี้แหละหลันหยี เจ้าจะได้รู้ว่าเจิ้นหยวนอย่างข้าน่ะยอดเยี่ยมและพึ่งพาได้มากแค่ไหน!'
ณ ใจกลางห้องโถงลับลึกเข้าไปในจวนตระกูลเหว๋
เหว๋ บาหลง ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าแผ่นหินโบราณขนาดใหญ่ที่สลักลวดลายประหลาด แผ่นหินนั้นกำลังส่องแสงเรืองรองสีฟ้านวลตาออกมาเป็นจังหวะ ราวกับรากไม้ที่มีชีวิตและเต็มไปด้วยปราณชีอันมหาศาล ทว่าใบหน้าของท่านผู้นำตระกูลกลับเต็มไปด้วยร่องรอยแห่งความกังวลอย่างเห็นได้ชัด
"ท่านพี่... เหตุใดจึงยังไม่มาเข้านอนอีกเจ้าคะ?"
เสียงนุ่มนวลของ ฮูหยินใหญ่ ดังขึ้นพร้อมกับการก้าวเข้ามาเคียงข้าง นางมองดูแสงสว่างที่กระพริบถี่ผิดปกติบนแผ่นหินด้วยสายตาที่เริ่มหวั่นใจไม่แพ้กัน
เสียงถอดหายใจทอดยาวเป็นคำตอบ
แววตาชายหนุ่มจดจ้องไปที่รากไม้แสงสว่างนั้นไม่วางตา
"ข้ากังวลต่อกระแสพลังของแดนต้องสาป... เจ้าดูนี่สิ แสงของมันไม่เคยวูบไหวรุนแรงเช่นนี้มาก่อน ดูเหมือนว่าปราณที่อยู่ลึกเข้าไปข้างในนั้นจะกล้าแกร่งขึ้นจนผิดปกติ"
เขาขมวดคิ้วแน่นพลางกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
"เห็นทีพรุ่งนี้ข้าคงต้องสั่งให้ ปาป๋อ เบหยวน และปูเจิ้น ออกไปตระเวนตามชายแดนให้ถี่ขึ้น พวกเขาต้องช่วยกันจัดการกับปีศาจปราณที่อาจจะถือกำเนิดขึ้นจากความแปรปรวนนี้ หากปล่อยไว้ชาวบ้านที่อาศัยอยู่แถบชายขอบแดนต้องสาปจะลำบากและตกอยู่ในอันตราย"
บาหลงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง จิตใจของเขาจดจ่ออยู่กับความลับที่ซ่อนอยู่ลึกเข้าไปในเขตหวงห้าม ความรุนแรงของปราณหยินที่สัมผัสได้นั้นทำให้เขาหวาดหวั่นอยู่ในอก
'ทำไมปราณหยินถึงได้รุนแรงขึ้นกะทันหันเช่นนี้... หรือจะมีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นที่เขตด้านในแดนต้องสาปกันแน่?'
เช้าวันถัดมา
บรรยากาศรอบกายยังปกคลุมด้วยสายหมอกจาง ๆ
บาจีเดินนำหน้าพาหลันหยีลัดเลาะไปตามทางเดินหินที่ขรุขระ เลยพ้นกำแพงนอกจวนมุ่งหน้าเข้าสู่ป่าลึก
หลันหยีเดินตามพลางกระชับผ้าคลุมไหล่แน่น นางรู้สึกหวาดกลัวเล็กน้อยเพราะทุกก้าวที่เหยียบย่ำลงไปคือพื้นที่ของ 'แดนต้องสาป' ที่เล่าลือกันว่าน่าสะพรึงกลัว
และที่สำคัญ...
‘ข้าเชื่อใจนางได้จริงหรือไม่กันนะ…?’
นางยังไม่แน่ใจนักว่าเจิ้นหยวนจอมแสบที่เดินฮัมเพลงอยู่ข้างหน้านี้จะเชื่อใจได้มากเพียงใด
แต่อย่างน้อยนางก็รอบคอบพอที่จะทิ้งจดหมายไว้ในห้องนอนให้อาหลิงและอาหลานแล้วว่า
'ข้าออกมาเดินเล่นแถวชายป่าต้นหลิวกับคุณหนูสี่ จะกลับถึงจวนไม่เกินยามเซิน (ประมาณ 15:00 - 17:00 น.)'
ในขณะที่บาจีซึ่งเดินนำอยู่แอบยิ้มเยาะอย่างเจ้าเล่ห์ นางชำเลืองมองท่าทางประหม่าของโหรวหลิ่งสาวแล้วก็เริ่มวางแผนในใจ
'บรรยากาศมันยังดูสงบเกินไปหน่อยแฮะ ถ้าอยากให้แม่โหรวหลิ่งนี่เห็นความยิ่งใหญ่และหันมาพึ่งพาข้าแบบสุดตัว มันต้องเพิ่มความตื่นเต้นเข้าไปอีกนิด!'
บาจีสูดลมหายใจเข้าก่อนจะเริ่มปั้นหน้าจริงจัง แล้วเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมา
"นี่... คุณหนูหลันหยี เจ้ารู้ไหมว่าในป่าลึกของแดนต้องสาปเนี่ย นอกจากปราณชีที่หนาแน่นแล้ว มันยังมีสัตว์ร้ายหรือปีศาจที่ชอบดักกินโหรวหลิ่งหลงทางด้วยนะ..."
นางเหลือบมองปฏิกิริยาของอีกฝ่ายพลางเล่าต่อด้วยน้ำเสียงชวนขนลุก
“ปีศาจ…? สิ่งนั้นมีจริงหรือเจ้าคะ?”
“มีจริงแท้แน่นอน!!”
บาจีปริยิ้มที่มุมแก้มเมื่อเห็นท่าทีหวาดกลัวของคู่สนทนา
"พวกมันมักจะซ่อนตัวอยู่ใต้เงามืด คอยดึงขาโหรวหลิ่งที่ขวัญอ่อนลงไปลากกินในหลุม... ถ้าไม่มีเจิ้นหยวนที่เก่งกาจคอยคุ้มครองล่ะก็... หึหึ"
หลันหยีหยุดฝีเท้าลงทันที ใบหน้าสง่างามดูเคร่งขรึมขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เด็ดขาด
"เช่นนั้นเรากลับกันเลยเถิดเจ้าค่ะ... หากมันอันตรายถึงเพียงนั้น ข้าคิดว่าได้ไม่คุ้มเสีย ชีวิตของข้าย่อมสำคัญที่สุด"
บาจีที่กำลังสนุกกับการขู่ถึงกับหน้าถอดสี
‘ แย่แล้ว !? นี่นางกลัวจนจะเปลี่ยนใจหรือ!? ม ม ไม่ได้การ!’
"ต...แต่! ช้าก่อน!! แต่มันไม่มีหรอกแถวนี้! จริง ๆ นะ เนี่ย... ข้าจะใช้ปราณตรวจให้ดูเดี๋ยวนี้แหละ!"
พูดจบ บาจีก็โคจรพลังในกายทันที พลันปล่อยแสงเรืองรองสีทองสว่างไสวพวยพุ่งออกมาจากร่างของนาง
แสงนั้นกระจายออกเป็นวงรัศมีกว้างกังวานไปทั่วบริเวณ และในวินาทีที่คลื่นพลังนั้นสัมผัสเข้ากับตัวหลันหยี… เหล่าฝูงนกตามต้นไม้เมื่อโดนคลื่นปราณชนก็สะดุ้งพากันบินหนีไม่เว้นสัตว์น้อยรอบๆข้าง
หลันหยีชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อนางถูกปราณของเจิ้นหยวนกระแทกเข้าใส่ตรง ๆ เช่นนี้ ความรู้สึกช่างประหลาดนัก มันคล้ายกับตอนที่นางเคยดูดซับปราณจากเบหยวนและปูเจิ้น
‘อะไรกัน… เมื่อครู่นี้ สัมผัสที่กระทบข้านั่น… เป็นปราณของนางหรือ…? แย่แล้ว!! ปราณของข้าจะอาละวาดหรือไม่…!?’
…แต่กลับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
‘แปลกยิ่งนัก… เหตุใด ข้ากลับไม่เป็นอะไรเลย’
หลันหยีก้มมอง กำไลหยกทมิฬ ที่ข้อมือ...
'หรือจะเป็นเพราะสิ่งนี้ที่ช่วยกดพลังข้าไว้ได้มั่นคงขึ้น?'
"เห็นไหม! ข้าใช้ปราณตรวจแล้ว แถวนี้ไม่มีอะไรทั้งนั้น สบายใจได้!"
บาจีย้ำเสียงสูงเพื่อเรียกความเชื่อมั่น
“ถ้ามี แค่มันโดนพลังข้ามันก็หนีกระเจิงไปแล้ว!!”
หลันหยีที่เพิ่งดึงสติกลับมาจากสัมผัสของปราณสีทองเริ่มขมวดคิ้ว
"ที่ตรงนี้ไม่มี... แล้วที่ป่าต้นหลิวล่ะเจ้าคะ?"
บาจีเห็นท่าไม่ดีที่หลันหยียังไม่คลายกังวล จึงรีบชี้มือไปยังทิวเขาหิมะสีขาวโพลนที่ตั้งตระหง่านอยู่ลึกเข้าไปในแดนต้องสาป
"นู่น! ตรงนู้นน่ะเป็นเขตแดนสี่ แถวนั้นถึงจะมีปีศาจเดินเล่นกันพลุกพล่าน แต่ทางที่เราจะไปเนี่ยปลอดภัยหายห่วง... แล้วก็ๆ เจ้ารู้ไหม บนยอดเขานั่นน่ะ มี ดอกเหมยหิมะพันปี บานอยู่ด้วยนะ!"
หลันหยีนิ่งไปครู่หนึ่ง นางจดจำชื่อนี้ได้ทันทีจากการอ่านตำราพฤกษาในห้องหนังสือของตระกูลเหว๋ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา
"เหมยพันปี... ดอกไม้ที่งดงามและบอบบางที่สุด ต้องใช้ปราณเก็บเกี่ยวอย่างละเอียดอ่อนยิ่ง หากพลาดพลั้งเพียงนิดมันจะเหี่ยวเฉาทันที เป็นดอกไม้ที่สื่อถึงความรักที่แปลว่าทะนุถนอมอย่างดีที่สุด…ดอกนั้นใช่ไหมเจ้าคะ?"
บาจีที่ตั้งใจจะอวดความรู้ถึงกับหน้านิ่วคิ้วขมวดทันทีที่โดนแย่งบท
'อะไรกัน ยัยโหรวหลิ่งนี่รู้เยอะกว่าข้าที่เป็นเจ้าถิ่นอีกหรือเนี่ย!'
นางนึกเข่นเขี้ยวในใจที่กะจะโชว์เหนือแต่ดันโดนสวนด้วยตำราเสียอย่างนั้น
หลันหยีเมื่อทบทวนในหัวแล้วก็พบว่าในบันทึกไม่มีเรื่องปีศาจร้ายในป่าต้นหลิวจริง ๆ อย่างที่บาจีว่า นางจึงคลายความประหม่าลง
“เช่นนั้น ข้าเชื่อท่านเจ้าค่ะ!”
หญิงสาวผมดำตัดสินใจก้าวเดินขึ้นไปตีคู่กับบาจี แววตาที่เคยหวาดระแวงเริ่มมีความสนใจต่อทัศนียภาพรอบข้างมากขึ้น ความกังวลที่เคยหนักอึ้งเริ่มเบาบางลงไปตามเส้นทางที่มุ่งสู่ผืนป่าเร้นลับ
“ อ้าว อ้าว เดี๋ยวสิ! อย่าเดินเหมือนเจ้ารู้ทางสิ!”
“ ทางนี้ถูกหรือไม่เจ้าคะ? ข้าว่าข้าพอจะจำแผนที่ในตำราได้”
“ ฮึ่ย! ยัยหนอนหนังสือ!”
ไม่นานนัก ทั้งคู่ก็มาถึง "ป่าต้นหลิว" ที่แสนงดงามราวกับหลุดออกมาจากภาพวาด กิ่งก้านยาวสลวยของต้นหลิวโบราณทิ้งตัวลงระผิวน้ำที่นิ่งสนิท
บรรยากาศรอบกายเย็นเยียบแต่แฝงไปด้วยความสดชื่น หลันหยีสัมผัสได้ทันทีถึงพลังปราณหยินที่หมุนเวียนอย่างหนาแน่นและสม่ำเสมอ ซึ่งหาไม่ได้จากที่ใดภายนอกแดนต้องสาปนี้
“ว้าว…”
หญิงสาวผมดำได้แต่อุทานออกมาเบาๆ
“ หึ ไงล่ะ สวยใช่ไหม? ข้าบอกเจ้าแล้ว!”
เจ้าบ้านขี้อวดนั้นยิ้มอย่างพึงพอใจก่อนจะเดินนำหลันหยีไปยังตรงลานป่าหลิว
เบื้องหน้าของพวกนางมีแท่นหินทรงกลมที่แกะสลักอย่างเรียบง่ายตั้งอยู่กลางลานต้นหลิว
“ นี่ ตรงนี้แหละ ก้อนหินนี่เป็นจุดช่วยเดินพลัง เจ้านั่งฝึกตรงนี้เถอะนะ”
หลันหยีมองไปรอบๆ เพื่อสำรวจความปลอดภัยครั้งสุดท้าย ก่อนจะก้าวขึ้นไปนั่งขัดสมาธิเพื่อเตรียมเดินลมปราณ
“คุณหนูสี่ ท่านช่วยอยู่ห่างจากข้าในช่วงที่ข้าถอดกำไลด้วยนะเจ้าคะ”
นางค่อยๆ ถอดกำไลหยกทมิฬที่ข้อมือออกวางไว้ข้างกาย เพื่อให้ปราณในร่างได้หมุนเวียนเข้าสู่สภาวะธรรมชาติอย่างเต็มที่
“...! นี่เจ้า… คิดว่าข้าอ่อนแอจนต้องกลัวต่อพลังของเจ้ารึไง?”
แม้จะบ่นแบบนั้นแต่เจ้าตัวก็ทำได้แค่เบ้ปากแล้วเดินห่างออกมาเล็กน้อยเพื่อหาที่นั่งเล่นระหว่างรอ
‘ บ้าที่สุด นี่มันไม่เหมือนที่ข้าคิดไว้เลยนี่นา… ข้าไม่มีโอกาสแสดงความงามสง่าใด ๆ กับนางเลย… จะให้เดินไปกวนนางตอนนางฝึกปราณก็ใช่เรื่อง…’
หญิงสาวผมแดงเกาหัวเบาๆ
‘ ทำไมข้าถึงต้องเป็นคนดีด้วยนะ! แล้วแบบนี้ข้าจะโอ้อวด โชว์ความสามารถให้นางประจักษ์เห็นได้อย่างไรกัน!’
"เฮ้อ... น่าเบื่อชะมัด" บาจีพึมพำพลางเอนกายลงนอนหนุนแขนตัวเองบนพื้นหญ้าใต้ต้นหลิวต้นหนึ่ง สายตาจดจ้องไปยังแผ่นหลังอันมั่นคงของหลันหยีที่กำลังเริ่มเข้าสู่ภวังค์การฝึก
‘จริงด้วยสิ… ข้าก็แค่ต้องรอนางฝึกเสร็จ! ใช่ ใช่! เอาไว้ให้นางฝึกเสร็จข้าค่อยล่อหลอกนางไปเจออันตรายสักหน่อยดีกว่า!’
หญิงสาวตัวแสบเริ่มยกแก้มยิ้มพร้อมแผนในใจ
‘ฮิฮิ… นางจะได้หวาดกลัวต้องมาซบข้า… เอ…ข้าจะหลอกนางเดินไปทางไหนดีน๊า…เอาแบบเบาะ ๆ ให้นางตกใจนิด ๆ น่าจะดี ฮิฮิ ปีศาจตัวทากดีไหมน๊า… สตรีเมืองหลวงชอบกลัวทากนี่นา อ้ะ หรือกบดีล่ะ♥ ’
ท่ามกลางเสียงลมพัดใบหลิวแผ่วเบา บาจีก็เริ่มเคลิ้มคล้อยและกำลังจะเผลอหลับไปเพราะความเย็นสบาย…
ครืนนนนนนนนน!
ทันใดนั้น พื้นดินใต้ร่างของทั้งคู่กลับสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจนต้นหลิวไหวเอนร่วงหล่น!
แรงสั่นสะเทือนมหาศาลปะทุขึ้นมาจากใต้แท่นหินทรงกลม!!
โครมมมมมมม!!!!