สิ้นยุทธภพเมื่อพบเจ้า

เลือดต้องสาบ

บทที่ 1

จวนตระกูลหลินตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางเมืองหลวงด้วยความสง่างามตามแบบฉบับขุนนางเก่า กำแพงสูงสีขาวโพลนตัดกับหลังคากระเบื้องเคลือบสีเข้ม ภายในถูกตกแต่งด้วยสวนหินและไม้ประดับล้ำค่าที่ตัดแต่งอย่างประณีตสะท้อนถึงรสนิยมอันสูงส่ง แต่ที่โดดเด่นเหนือสิ่งอื่นใดคือ "หอตำรา" ที่สูงตระหง่าน ซึ่งเป็นที่เก็บรักษาบันทึกโบราณและตำราลับที่คนภายนอกทำได้เพียงคาดเดา

หลิน หลันหยี บุตรีคนโตของตระกูล เติบโตขึ้นมาท่ามกลางระเบียบประเพณีที่เคร่งครัด ทุกย่างก้าวของนางบนพื้นระเบียงไม้ต้องแผ่วเบาและมั่นคง กิริยามารยาทและการวางตัวของนางนั้นไร้ที่ติ

จนถูกยกย่องให้เป็นยอดหญิงอันดับหนึ่งที่เหล่าฮูหยินในเมืองหลวงต่างหมายปองให้ไปเป็นลูกสะใภ้

ทว่าภายใต้ใบหน้าเรียบเฉยและอาภรณ์ผ้าไหมเนื้อดีนั้น หลันหยีแบกรับความลับที่หนักอึ้ง... นางคือผู้สืบทอดสายเลือดตรงของ "โหรวหลิ่ง" ที่เข้มข้นที่สุดในรอบหลายร้อยปี

“ข้า…มิอาจควบคุมมันได้เลย” ดวงตาสีน้ำตาลดำมองดูฝ่ามือที่เย็นเฉียบของตน

พลังปราณในกายนางมิใช่ปราณต่อสู้ที่ดุดัน แต่เป็นพลังหยินที่นุ่มนวลและเย้ายวน มันคือพลังที่มีอำนาจในการแปรเปลี่ยนและชักจูงจิตใจผู้คน

‘อีกไม่กี่เดือน... ขบวนเจ้าสาวของตระกูลกู้ก็จะมารับเจ้าแล้ว’

คำพูดของบิดานั้นดังขึ้นมาอีกครั้ง

“ข้า…ข้าจะควบคุมมันได้ใช่หรือไม่…? สยบพลังนี้…ที่ตื่นขึ้นมา”

นางกำมือสีขาวซีดของตนแน่นขึ้นด้วยสายตาเคลือบแคลงในตนเอง

“คุณชายฟาง… หากเขารู้ว่าคู่หมั้นของเขา… ไม่สมบูรณ์พร้อมแล้ว…”

‘จะยังรับได้อยู่หรือไม่?’

หญิงสาวถอนลมหายใจเฮือกใหญ่

‘ทั้งๆที่ข้าควรจะสมบูรณ์พร้อม… ’

‘ทั้งๆที่ข้าประพฤติตนถูกต้องตามขนบธรรมเนียมประเพณีมาตลอด… ’

‘แต่แล้ว..ทำไม… ฟ้าถึงกลั่นแกล้งข้าเช่นนี้…?’

"พิษสวาทนี้… หากข้าไม่สามารถควบคุมมันได้…. งานแต่งงานครั้งนี้อาจกลายเป็นโศกนาฏกรรมที่ทำลายชื่อเสียงตระกูลหลินจนย่อยยับเป็นแน่แท้…”

หญิงสาวกระชับผ้าพันคอแน่น ความรู้สึกหนาวกายของนางเป็นผลข้างเคียงอย่างหนึ่งของอาการนี้

ดวงตาคู่สวยทอดมองไปยังขอบฟ้าที่ห่างไกล... ที่ซึ่ง "แดนต้องสาป" ตั้งอยู่ ที่นั่นคือทางรอดเดียวที่นางจะสามารถรักษาตัวตนและเกียรติยศของสตรีตระกูลหลินเอาไว้ได้ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

‘อีกไม่นาน…คนจากแดนต้องสาปก็จะมาถึงแล้ว… พวกเขาต้องช่วยข้าผนึกได้แน่…’

ท่ามกลางความเงียบสงบของสวนหลังคฤหาสน์ที่ควรจะรื่นรมย์ หลิน หลันหยี กลับรู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวกำลังบิดเบี้ยว

กลิ่นหอมประหลาดที่ข้นคลักจนเกือบจะเป็นรสหวานกระจายออกมาจากกายนางโดยไม่รู้ตัว

กึก!!

ทันใดนั้น เสียงจอบที่กระทบดินก็หยุดลง…

คนสวนวัยกลางคนที่กำลังพรวนดินอยู่ใกล้ๆ เงยหน้าขึ้น แววตาของเขาเปลี่ยนจากความนอบน้อมกลายเป็นความว่างเปล่าอยู่ครู่หนึ่ง

ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความลุ่มหลงอย่างน่าสยดสยอง

“....?”

หลันหยีหันไปมองยังเสียงจอบที่ดังประหลาดนั้นอย่างสงสัย… แล้วจึงเห็นสีหน้าที่ผิดเพี้ยนและคลั่งไคล้ของเขาที่มองมาต่อนาง

“คุณหนู!!! ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!!!! คุณหนู!!!”

เขาเริ่มหัวเราะออกมา…เป็นเสียงหัวเราะที่แหลมสูงและบ้าคลั่ง มือที่เปื้อนดินตะเกียกตะกายพยายามจะเอื้อมมาทางนางราวกับเห็นสิ่งล้ำค่าที่ไม่อาจเอื้อมถึง

"อา…! คุณหนู... ได้โปรด... ฮ่าๆๆ! ช่างงามเหลือเกิน!"

หลันหยีชะงักกึก ความหวาดกลัวแล่นปราดเข้าจับหัวใจ นางรีบยกแขนเสื้อขึ้นปิดป้องใบหน้า พยายามสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ

“หยุดนะ... จงสงบลง!”

นางกัดริมฝีปากจนห้อเลือด บังคับจิตใจให้ยึดมั่นในระเบียบประเพณีที่ร่ำเรียนมาเพื่อกดข่มกลิ่นอายพิษสวาทที่กำลังรั่วไหลออกไป!

“ปกป้องคุณหนูไว้!!!”

เสียงฝีเท้าหนักๆ ของทหารยามดังใกล้เข้ามา พวกเขาพุ่งเข้าสยบตัวคนสวนที่กำลังคลุ้มคลั่งคนนั้นไว้ทันท่วงที

ทว่า ในขณะที่กำลังจะระงับเหตุ อยู่ๆ ทหารยามคนหนึ่งก็ชะงักค้าง ปล่อยมือจากคนสวนแล้วหันขวับมามองหลันหยีด้วยแววตาเปลี่ยนไป

“....ค…คุณหนู….”

หลันหยียังไม่ทันได้โล่งใจ นางก็ต้องตระหนกยิ่งกว่าเดิมเมื่อเห็นทหารยามอีกคนหันมามองนางด้วยสายตาโหยหาและกระหายใคร่ไม่ต่างกัน

“... ช ช้าก่อน..พ พวกเจ้า…!”

‘พวกเขาก็โดนด้วยหรือ!?’

บุรุษผู้ลุ่มหลงขาดสติถาโถมเข้าหาเป้าหมาย

สาวรับใช้ทั้งสองรีบวิ่งเข้ามาช่วยยื้อยุดและผลักยามของจวนออกไปสุดชีวิต แต่มีหรือที่แรงสตรีจะต้านทานแรงของบุรุษที่ถูกครอบงำด้วยพิษสวาทได้

“ว้าย!!!” พวกนางกระเด็นไปตามทางเดิน

“ฮ่าฮ่าฮ่า คุณหนู ข้ามาแล้วววว!!”

“อย่ะ อย่าเข้ามานะ!”

ในจังหวะที่ยามคลุ้มคลั่งเหล่านั้นเข้าประชิดตัวหลันหยี... อยู่ๆ เสียงโน้ตดนตรีตัวหนึ่งก็ดีดดังขึ้นแทรกกลางอากาศ!

ตึ๊ง—!

ราวกับกระแสลมคมกริบที่ตัดผ่านระหว่างตัวพวกเขา

ทำให้พวกเขาต้องชะงักไป

ตามมาด้วยร่างของชายหนุ่มผู้ร่อนลงมาจากฟากฟ้าอย่างอัศจรรย์ ก่อนที่เขาจะซัดหมัดกระแทกลงบนพื้นดินเต็มแรง!

เปรี้ยง!!!

แรงปะทะมหาศาลส่งคลื่นพลังกระแทกร่างของยามทั้งสองจนกระเด็นโค่นล้มหมดสติไปในพริบตา

ชายหนุ่มร่างโตในชุดขนสัตว์ต่างถิ่นและเครื่องประดับสีเทาเงินยืนตระหง่านขึ้นท่ามกลางฝุ่นควัน

"ค ใครกัน?" หลันหยีอุทานด้วยความตกตะลึง เพราะเสื้อของเขาหรือเปล่า นางถึงได้เห็นราวกับชายหนุ่มมีออร่าสีเทาห่อหุ้มเอาไว้ในฝุ่นควันที่กำลังกระจายรอบสวน

"ไม่เป็นอะไรใช่ไหมจ้ะ... คุณหนูหลิน"

เสียงของหญิงสาวดังขึ้นจากทางเดินเบื้องหน้า เมื่อหลันหยีหันไปมองก็พบผู้เป็นบิดา กำลังเดินมาพร้อมกับสตรีแปลกหน้าในชุดสีเทาฟ้าที่นางไม่เคยพบมาก่อน

เมื่อเห็นบิดา หลันหยีก็ไม่รอช้า นางรีบวิ่งเข้าไปหาด้วยความตื่นตระหนก

"ลูกพ่อ... เจ้าไม่เป็นอะไรใช่ไหม?"

บิดารีบดึงบุตรสาวเข้ามาโอบกอดไว้ด้วยความร้อนรน

"ขวัญเอ้ยขวัญมา... ปลอดภัยแล้ว ลูกไม่ต้องกลัวนะ"

หลันหยีโผเข้ากอดบิดาแน่น หยาดน้ำตาคลอหน่วยเต็มสองตาด้วยความหวาดกลัวและสับสนระคนความตื่นตระหนก

อู่เหม่ยรีบโอบกอดปลอบโยนบุตรสาวพลางลูบหลังเบาๆ

“ไม่เป็นไรนะลูก... ไม่ต้องกลัว นี่ไง ผู้ที่จะช่วยเจ้ามาถึงแล้ว”

เขาผละออกเล็กน้อยก่อนจะผายมือแนะนำสตรีผู้มาใหม่ให้บุตรสาวรู้จัก

“นี่คือ... ฮูหยินท่านประมุขเหว๋... ฮูหยินหวีฟ่าน”

หลันหยีชะงักไปเล็กน้อยด้วยความประหม่า

นางไม่รู้ว่าควรจะเอ่ยทักทายอีกฝ่ายอย่างไรดีเนื่องจากไม่เคยพบหน้ามาก่อน เพียงแต่พยายามประคองร่างเพื่อทำความเคารพ

“ข ขอบคุณผู้มีพระคุณเจ้าค่ะ”

ทว่าฮูหยินหวีฟ่านกลับแย้มยิ้มให้อย่างอ่อนโยน หนำซ้ำยังก้าวเข้ามาใกล้แล้วช่วยจัดเสื้อผ้าที่ยุ่งเหยิงและตบไหล่ปลอบประโลมเบาๆ จนความตื่นตระหนกในใจของหลันหยีค่อยๆ สงบลง

“ปลอดภัยก็ดีแล้วจ้ะ ไม่ต้องห่วงนะจ้ะ โถ…ดูสิ มือเย็นหมดแล้ว… ”

“จริงด้วย จริงด้วย! ไป ไปพักกันก่อน พวกเจ้าไปเตรียมของมารับรองฮูหยินท่านประมุขที่ห้องหนังสือด้วย!”

“ขอรับ/เจ้าค่ะ”

ฮูหยินสาวจากต่างแดนนั้นโดนนำไปพูดคุยกันต่อภายในห้องหนังสือส่วนตัว

เมื่อนั่งลงเรียบร้อยแล้ว บิดาก็รีบเอ่ยถามเข้าประเด็นด้วยความเป็นห่วง

“ฮูหยินเหว๋ ไม่ทราบว่าอาการของลูกข้า... เป็นอย่างไรบ้างหรือท่าน?”

หวีฟ่านส่งยิ้มให้อู่เหม่ยเพื่อคลายความกังวล ก่อนจะหันมาบอกกล่าว

“ตอนนี้หนูหลันหยีปลอดภัยดีค่ะ”

ในจังหวะนั้น หลันหยีที่นั่งมองสตรีตรงหน้าก็อดทึ่งไม่ได้ หวีฟ่านช่างเป็นสตรีที่ดูงดงามสง่าและเปี่ยมด้วยราศีอย่างยิ่ง

‘นางคือคนจากดินแดนต้องสาปจริงๆ หรือ… ข้านึกว่าที่นั่นเป็นแดนเถื่อนเสียอีก….’

ราวกับสังเกตเห็นสายตานั้น หวีฟ่านจึงหันมาสบตาพร้อมกับส่งยิ้มบางๆ ให้

“เจ้าเป็นผู้สืบสายเลือดโหรวหลิ่งจริงๆ… ช่างน่าชื่นชม นับว่ามีพรสวรรค์หายาก ดูเหมือนว่าพลังของเจ้าจะเพิ่งตื่นขึ้นมาได้ไม่นาน มันจึงยังไม่เสถียรและค่อนข้างมาๆ หายๆ แบบนี้แหละ”

หลันหยีได้ยินดังนั้นก็รีบคว้าโอกาสเอ่ยถามด้วยความร้อนรน

“ลางเนื้อชอบลางยา… ข้ามิอาจมองสิ่งนี้เช่นเดียวกับท่านได้เจ้าค่ะ… สิ่งนี้… พิษสวาทนี้ สร้างแต่ความทุกข์ทรมานให้กับข้า” หญิงสาวกล่าวพลางกุมชายเสื้อของตนก่อนจะมองหวีฟ่านอย่างเป็นประกายแห่งความหวัง

“... ฮูหยินท่านประมุข ท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญใช่หรือไม่เจ้าคะ? ท่านจะสามารถรักษาข้า... รักษาข้าให้หายได้หรือไม่ แล้วจะต้องใช้เวลานานเท่าไหร่กันหรือเจ้าคะ?”

สิ้นคำถามนั้น คิ้วเรียวของหวีฟ่านก็กดลงเล็กน้อยอย่างใช้ความคิด นางหันไปสบตากับบิดาก่อนจะหันกลับมามองหลันหยีด้วยแววตาที่จริงจังขึ้น พร้อมกับเอ่ยปาก

“หากเป็นโหรวหลิ่งทั่วๆ ไป... ก็พอจะมีหนทางและโอกาสที่จะช่วยกดพลังเอาไว้ได้ แต่สำหรับหลันหยี... เจ้าเป็นสายเลือดแท้ที่เข้มข้น เพราะแบบนั้น... การสะกดพลังจึงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย”

หลันหยีเบิกตากว้างด้วยความตกใจจนหัวใจหล่นวูบ

“แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยอย่างนั้นหรือเจ้าคะ... แล้วข้าจะต้องทำอย่างไรต่อไป?”

“ใจเย็นๆ ก่อนนะ” หวีฟ่านเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

“ยิ่งเจ้าตื่นตระหนก พลังก็จะยิ่งปั่นป่วนและไม่เสถียร... หากจะให้ดีที่สุด หลันหยีควรจะไปรักษาตัวและฝึกควบคุมพลังอยู่ที่ ‘แดนต้องสาป’ กับพวกเราจะเหมาะสมกว่า”

หลันหยีสะท้านเฮือกด้วยความตกใจ ขณะที่อู่เหม่ยซึ่งไม่อยากให้บุตรสาวสุดที่รักต้องไปไหนไกลตัวรีบเอ่ยทวนถามด้วยความกังวลทันที

“ไปแดนต้องสาปอย่างนั้นหรือ? แต่นั่น... จะปลอดภัยจริงๆ หรือท่านฮูหยิน? หากเกิดเหตุการณ์ที่หลันหยีเผลอใช้พลังขึ้นมาท่ามกลางผู้คนหรือทหารในดินแดนนั้นเล่า...”

หวีฟ่านแย้มยิ้มอย่างมั่นใจก่อนจะตอบ

“เรื่องนั้นท่านหลินอย่ากังวลไป ลูกชายของเราเองก็เป็นเจิ้นหยวนผู้มากความสามารถ เขาจะเป็นคนคอยดูแลความปลอดภัยให้อย่างใกล้ชิด ขอให้ท่านอู่เหม่ยโปรดวางใจเถอะค่ะ”

หลันหยีเบือนสายตาออกไปมองยังร่างของบุรุษหนุ่มชุดขนสัตว์ที่ยืนรออยู่บริเวณนอกจวน

‘ท่านประมุขน้อยหรือ…? เจิ้นหยวน? ข้ายังไม่มีโอกาสได้ขอบคุณเขาที่ช่วยข้าเลย…’

แม้ในใจจะยังรู้สึกประหม่าและกังวล แต่นางกลับหวาดหวั่นต่อพลังอันบ้าคลั่งในร่างกายของตนเองเสียยิ่งกว่า และในหัวของนางตอนนี้ก็มีแต่คำถามที่ดังวนเวียนซ้ำไปซ้ำมาไม่ยอมหยุด

“ฮูหยินท่านประมุขเจ้าคะ… ข้า…อยู่ที่นี่ หรือท่านช่วยผนึกไม่ได้หรือเจ้าคะ”

หวีฟ่านมองเด็กสาวที่รู้สึกประหม่าและหวาดกลัว

“หลันหยีจ้ะ การผนึกพลังไม่ใช่เพียงแค่การปิดประตูนะลูก… แม้จะใช้คำว่าตื่น แต่แท้จริงแล้วก็เปรียบเสมือนการไหลออกมาของพลัง ถ้าผนึกไม่ถูก คนที่จะได้รับผลร้ายจะเป็นตัวเจ้าเอง… คนที่เจ้าเป็นห่วงเป็นใย…หรือไม่ก็…อาจจะทุกๆ คนเลย…”

คำพูดของหวีฟ่านนั้นทำให้หลันหยีรู้สึกถึงความหนักอึ้งและอันตรายมากกว่าที่นางคาดคิด…

เด็กสาวกุมอกเสื้อของตนเบาๆ…

‘คำสาปนี้… มันอันตรายมากกว่าที่ข้าคิดอีกสินะ’

วันถัดๆ มา…

ภายในตัวรถม้าที่สั่นสะเทือนเบาๆ กลิ่นกำยานอ่อนๆ ที่หลันหยีพยายามใช้กลบกลิ่นอายของตนเองเริ่มจางลง แทนที่ด้วยความเงียบงันที่มีเพียงเสียงล้อบดไปบนถนนสายเก่า

"อาหลาน... ข้าว่าอากาศข้างนอกมันดูแปลกๆ ไปนะ" อาหลิง คนรับใช้หน้าตาสะสวยแต่ขี้ตระหนกกระซิบพลางเบียดตัวเข้าหาเพื่อน "เจ้าดูหมอกนั่นสิ มันดำมืดเหมือนมีอะไรซ่อนอยู่เลย... เราจะไปถึงกันจริง ๆ หรือ? ข้ากลัวว่าเราจะกลายเป็นอาหารปีศาจก่อนจะไปถึงน่ะสิ!"

"หุบปากเดี๋ยวนี้เลยอาหลิง!"

อาหลาน คนรับใช้รุ่นพี่ที่ดูสุขุมกว่าดุเสียงเข้ม

"เข้าป่าอย่าพูดถึงเสือ!! ท่านหลินเตรียมการมาอย่างดี สารลับส่งถึงมือผู้ดูแลแดนต้องสาปแล้ว อีกอย่าง... ตระกูลหลินกับคนพวกนั้นเขามีพันธสัญญากันมานาน เขาไม่ปล่อยให้สายเลือดตรงอย่างคุณหนูเป็นอันตรายหรอก"

“อีกอย่าง รถม้าขบวนข้างหน้าก็เป็นถึงฮูหยินท่านประมุขเหว๋ และชายหนุ่มที่ควบม้าอยู่เบื้องหน้าก็คือบุตรคนโตท่านประมุข ท่านประมุขน้อย เหว๋ ปาป๋อไม่ใช่หรือ? เจิ้นๆ อะไรนั่นน่ะ”

อาหลานมองไปเบื้องนอกหน้าต่าง

“รูปโฉมงามยิ่งนัก”

“ข้าเคยนึกว่า คนจากแดนต้องสาปจะน่ากลัวกว่านี้เสียอีก”

‘นั่นสินะ’ หลันหยีเองก็คิดเช่นนั้น นางมองไปนอกหน้าต่างเพื่อดูบุรุษร่างใหญ่ ผู้ดูมีแสงสีเงินสว่างอยู่รอบตัวอย่างน่าประหลาด

“เจิ้นหยวน…”

“อะ ใช่เจ้าค่ะ คำๆ นั้นแหละ” อาหลิงอาหลานพยักหน้า

‘ขั้วตรงข้ามกับสายเลือดโหรวหลิ่งในกายข้า…เจิ้นหยวน ในตำราที่ท่านพ่อให้ข้าดู… ดูเหมือนว่าพวกเขาจะมีพลังที่แข็งแกร่งและเกิดมาเพื่อปราบสะกดพวกปีศาจตรง…’

หลันหยีคิดในใจ มือเรียวกระชับผ้าเช็ดหน้าแน่น

‘หยุดคิดให้วุ่นวาย หลินหลันหยี ข้าแค่ต้องไปเพื่อสะกดพลังต้องสาปนี้ เพื่อจะได้กลับไปเป็นหญิงสาวที่สมบูรณ์พร้อม หญิงสาวที่เหมาะสมกับคุณชายกู้ฟาง’

ทว่าแม้จะพยายามใช้กฎระเบียบสะกดไว้เพียงใด

กลิ่นอายความร้อนที่แผ่ออกมาจากชายหนุ่มนอกรถม้ากลับดึงดูดนางอย่างรุนแรงราวกับแม่เหล็ก

ทำให้ชายหนุ่มนั้นต้องควบม้านำออกไปข้างหน้ามากขึ้นเพื่อคุยกับมารดา

“เจ้าไหวหรือไม่ ลูกป๋อ”

“ยังไหวขอรับ… เพียงแต่ พลังของนางนั้นรุนแรงมาก… ข้ายังไม่อยากเข้าใกล้นาง”

“ไม่เป็นไรลูกแม่ อีกไม่นานก็จะถึงจวนแล้ว… พอถึงแล้วก็เตือนน้องๆ ด้วยล่ะ”

“ขอรับ”

รถม้านั้นมุ่งไปตามเส้นทาง

หมอกที่เคยมืดหนาค่อยๆ คลายไป เมื่อรถม้ามุ่งหน้าไป โดยต้นแสงนั้นเหมือนจะส่องมาจากจุดที่เจิ้นหยวนหนุ่มอยู่เป็นจุดศูนย์กลาง

เมื่อรถม้าพ้นแนวป่าหมอกหนาทึบที่ดูน่าอึดอัด ภาพเบื้องหน้าผ่านหน้าต่างรถม้าก็ทำให้ทั้งสามสาวต้องนิ่งงัน... ท่ามกลางหุบเขาที่ดูตัดขาดจากโลกภายนอก กลับมี "หมู่บ้านเจิ้นหยวน" ตั้งตระหง่านอยู่

“ว้าว นั่นหรือ หมู่บ้านเจิ้นหยวน”

“ดูสวยมากกว่าที่คิดเลยเจ้าค่ะ! คุณหนูดูสิเจ้าคะ”

และเมื่อหลันหยีมองผ่านหน้าต่าง นางก็ต้องประหลาดใจ

สิ่งปลูกสร้างหินสลับไม้ดูแข็งแกร่งและโอ่อ่า แสงจากตะเกียงปราณสีส้มสว่างไสวไปทั่วทั้งหุบเขา สะท้อนวิถีชีวิตที่ดูสงบและมั่งคั่ง ผิดจากคำเล่าลือเรื่องดินแดนต้องสาปอันโหดร้ายโดยสิ้นเชิง

‘สวยจังเลย’

หลังจากการเดินทางอันยาวนาน รถม้าหยุดนิ่งลงที่หน้าเรือนรับรองไม้หอมชั้นดี

เหว๋ ปาป๋อ ก้าวลงจากหลังม้าด้วยท่าทางสง่างาม เขาเดินตรงไปที่ประตูรถม้าแล้วยื่นมือหนาที่อบอุ่นไปรอรับแขกคนสำคัญ

ทันทีที่ หลิน หลันหยี วางมือเรียวบางลงบนฝ่ามือของเขาเพื่อพยุงตัวลงจากรถม้า กลิ่นหอมจางๆ ที่มีเอกลักษณ์—กลิ่นที่สะอาดราวกับหิมะแรกแต่แฝงไปด้วยความเย้ายวนอันลึกล้ำ—ก็พุ่งเข้ากระทบโสตประสาทของเขาอย่างจัง

‘นี่หรือ... โหรวหลิ่งสายเลือดตรง…!’

ปาป๋อขบกรามแน่น พยายามสะกดจังหวะหัวใจที่กระตุกวูบ

เขาเป็นเจิ้นหยวนที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี มีจิตใจที่แข็งแกร่งพอจะต้านทานไอปราณสิเน่หาทั่วไปได้ ทว่ากลิ่นของหลันหยีกลับต่างออกไป

มันไม่ได้จู่โจมด้วยราคะ แต่มันแทรกซึมเข้ามาในปราณราวกับหยาดน้ำค้างที่ดับความร้อนรุ่ม... ดึงดูดจนยากจะถอนสายตา

“ไปกันเถิดลูกหลันหยี”

หวีฟ่านเดินเข้ามาจับมือของหลันหยีเพื่อแยกจากมือลูกชายตน “เดี๋ยวแม่จะพาไปดูเรือนของเจ้า”

‘ลูกหลันหยี? แม่?’ หลันหยีนั้นประหลาดใจกับคำแทนตัวมากกว่าจะได้ทันรู้สึกอะไรกับปาป๋อ…

กลับกัน ปาป๋อก็รีบกลับมายังเรือนหลัก ที่ซึ่งน้องชายทั้งสองคนของเขากำลังนั่งเล่นเกมเคาะไม้กันอยู่

“อ้าว พี่ใหญ่กลับมาแล้วหรือ?”

"เจ้าสองคน... ฟังพี่ใหญ่ให้ดี"

ปาป๋อ เอ่ยเสียงเคร่งขณะก้าวเข้าห้องโถง พลางกวาดสายตามองน้องชายทั้งสองที่นิสัยต่างกันสุดขั้ว

"ห้ามเข้าใกล้จวนรับรองของคุณหนูหลินโดยเด็ดขาด กลิ่นอายของนางรุนแรงเกินกว่าพวกเจ้าจะรับไหว"

ปูเจิ้น ลูกชายคนรองที่มีรูปร่างทะมัดทะแมงสมส่วนอย่างนักรบขยับตัวลุกขึ้นยืนพลางยิ้มกริ่มที่มุมปาก

"เอ๋? ทำไมกันเล่าพี่ใหญ่ แม่นางจากตระกูลขุนนางคนนี้มีเสน่ห์ขนาดนั้นเชียวหรือ"

เบหยวน น้องเล็กที่นั่งเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลักกล่าวเสริม เขามีใบหน้าติดจะขี้เล่น มือหนึ่งหมุนจอกชาเล่นพลางกอดอกอย่างถือดีในพลัง

"นั่นสิ ๆ พี่ใหญ่ ท่านหลงในความสวยของนาง หรือหลงในปราณโหรวลิงกันขอรับ!?"

“มันไม่ใช่เช่นนั้น…”

"หยุดพ่นวาจาสามหาวเดี๋ยวนี้!"

เสียงตวาดทรงอำนาจดังขึ้นจากหลังม่านไหมมุก ปรากฏร่างของ ฮูหยินใหญ่ป่าน ผู้เป็นมารดา นางก้าวออกมาด้วยท่วงท่าสง่างามสมฐานะ แม้จะผ่านวันวัยมาจนลูกโตเป็นหนุ่ม แต่นางยังคงความงามสะพรั่งไว้อย่างน่าทึ่ง

น้องชายทั้งสองชะงักเงียบและขยับตัวนั่งตัวตรงทันทีเมื่อเห็นมารดาที่ดูเข้มงวด

"หลันหยีไม่ใช่โหรวหลิ่งทั่วไปที่พวกเจ้าจะเอามาพูดล้อเล่น"

นางกล่าวเสียงเย็นพลางจ้องมองลูกชายทั้งสอง

"หวีฟ่านได้บอกแม่แล้ว ปราณของนางบริสุทธิ์จนเกือบจะเป็นอันตราย หากพวกเจ้าคุมตัวเองไม่ได้แล้วเข้าไปทำให้นางตื่นตระหนก พลังนั่นจะสะท้อนกลับจนพวกเจ้ากระอักเลือดแน่!"

"เหอะ แล้วอย่างไรเล่าท่านแม่"

เบหยวน บ่นพึมพำพลางแค่นยิ้มอย่างไม่ยอมแพ้ ดวงตาเรียวเล็กของเขาฉายแววทระนงในพลังหยางของตน

"ต่อให้บริสุทธิ์แล้วจะอันตรายเพียงใดกันท่านแม่ เจิ้นหยวนอย่างพวกเราที่โดนฝึกมา จนมีพลังและคุมมันได้อย่างมั่นคง...ก็จัดการได้ทุกอย่างได้อยู่แล้ว! โหรวลิงนั้นเกิดมาเพื่อคู่กับเจิ้นหยวนอย่างเราไม่ใช่หรือ ก็แค่เด็กน้อยผู้เพิ่งมีพลัง จะมีอะไรให้พวกเขาต้องกลัวกัน"

คำเปรียบเปรยของเบหยวนทำให้ ปาป๋อ ขมวดคิ้วแน่น ส่วน ปูเจิ้น ก็หัวเราะร่วนในลำคอราวกับเห็นด้วย

“ฮ่ะฮ่ะฮ่ะ นั้นสิ น้องเล็กพูดถูกแล้ว เจิ้นหยวนอย่างพวกเรานั้นมากความสามารถแค่ไหน ท่านแม่ก็รู้ หากท่านแม่ไม่เชื่อในการควบคุมพลังของพวกข้า ไฉนท่านจึงกล้าปล่อยน้องสี่ไปท้องเที่ยวตามลำพังได้กันเล่า!? หรือที่ท่าอยากจะเตือนนั้นคือ ผู้ที่มีพลังบริสุทธิ์จะมีนิสัยดื้อรั้นเหมือนๆกันเช่นน้องสี่…?”

คำพูดนั้นที่สุดกลับเป็น ฮูหยินใหญ่ป่าน

“พวกเจ้านี่… อย่านำนางมาเกี่ยว แม่นางหลินมาที่นี่เพื่อผนึก ไม่ได้มาเพื่อให้พวกเจ้าโอ้อวดความสามารถ!”

นัยน์ตาคมสวยของนางวูบไหวด้วยความกังวลที่ปิดไม่มิด ความเงียบงันปกคลุมห้องโถงชั่วขณะเมื่อเอ่ยถึง "เด็กคนนั้น" คนที่ครอบครองพลังเจิ้นหยวนบริสุทธิ์ทว่าดื้อรั้นและเอาแต่ใจจนเกินจะรั้งไว้ในกรอบ

‘ถ้าเด็กคนนั้นกลับมา...’

ฮูหยินใหญ่ป่านคิดในใจพลางบีบมือเข้าหากันเบาๆ

‘เด็กคนนั้นยิ่งซุกซนและไม่ค่อยฟังอะไรอยู่ด้วยแล้ว…ข้าคงได้แต่หวังว่านางจะไม่สนที่จะมาลองของหลันหยีหรอกนะ…’

นางลอบถอนหายใจยาว แผ่นหลังที่เคยเหยียดตรงดูจะแบกรับภาระหนักอึ้งขึ้นมาทันที

‘คงเป็นวาสนา ที่อย่างน้อยๆ ตอนนี้นางก็ยังไม่อยู่ที่จวน’

"หากใครขัดคำสั่งแม่ ผู้นั้นจะโดนลงโทษ! ปูเจิ้น เบหยวน กลับห้องพวกเจ้าไปฝึกปราณซะ อย่าให้ข้ารู้ว่าพวกเจ้าไปแอบป้วนเปี้ยนแถวเรือนรับรองเป็นอันขาด!"

เมื่อมารดาสาวเดินออกจากห้องไป…

ลูกชายทั้ง 2 ก็แอบสบตาและยิ้มให้กันอย่างมีเลศนัย

‘ของแบบนี้มันต้องลอง!!!’