เหว๋ บาจี
เสียงตวาดทรงพลังปานฟ้าผ่าดังขึ้นจากทางเดินหน้าศาลา พร้อมกับการปรากฏตัวของ ฮูหยินรองหวีฟ่าน ที่ตั้งใจจะมาสอนดนตรีในวันนี้
เพียงนางสะบัดชายแขนเสื้อเพียงครั้งเดียว กระแสลมปราณที่นุ่มนวลแต่หนักแน่นก็พุ่งเข้าขวางกั้นระหว่างคนทั้งสอง สยบแรงระเบิดของปราณหยินให้สงบลงในพริบตา
เมื่อได้ยินเสียงประกาศนามนั้น หลันหยีถึงกับชะงักงัน...
'เหว๋ บาจี? สกุลเหว๋ เช่นนั้นหรือ?’
นางทอดมองดูหญิงสาวเบื้องหน้า
‘หรือว่า… คนคนนี้ก็คือบุตรสาว... ทายาทของท่านเจ้าจวนอย่างนั้นหรือ?'
ทางด้านเจิ้นหยวนสาวผมแดง เมื่อเห็นว่าเป็นมารดาที่ยืนหน้าเครียดอยู่ตรงนั้น ท่าทางยโสโอหังและแรงดึงดูดประหลาดเมื่อครู่ก็มลายหายไปราวกับหิมะต้องแดด
นางรีบชักมือกลับ พับพัดเสียบกลับเข้าเอวอย่างรวดเร็ว แล้วก้มตัวลงคารวะอย่างนอบน้อมผิดจากเมื่อครู่เป็นคนละคน
"คาราวะท่านแม่... ลูก….กลับมาแล้วเจ้าค่ะ" บาจีเอ่ยด้วยน้ำเสียงออดอ้อนพลางส่งยิ้มแหยๆ ให้มารดาที่กำลังมองมาด้วยสายตาดุจัด
‘เมื่อกี้นี้มันอะไรกัน…ปลายนิ้วของข้า…สัมผัสกับนางหรือโดนปราณของท่านแม่ฟาดให้? …ทำไมจึงรู้สึกแปลกๆ กันนะ…? ’
"เจ้าลูกคนนี้นี่! เพิ่งกลับมาถึงก็ก่อเรื่องให้แขกตกใจเสียแล้วหรือ" ฮูหยินรองหวีฟ่าน เอ็ดเสียงเข้ม
"โธ่ ท่านแม่... อย่าดุลูกนักเลยเจ้าค่ะ" บาจี รีบเก็บมาดนักรบจอมยโสแล้วพุ่งเข้าไปกอดแขนซบไหล่มารดาอย่างออดอ้อน
"หน้าบึ้งแบบนี้เดี๋ยวก็สวยน้อยลงหรอกเจ้าค่ะ อย่าให้ลูกมีตราบาปที่ทำให้ท่านแม่ต้องเหนื่อยใจจนผิวพรรณไม่ผ่องใสน่ะ"
หวีฟ่านถอนหายใจยาวพลางส่ายหน้าให้กับความช่างประจบของลูกสาว ก่อนจะหันไปทางหลันหยีที่ยังคงยืนกอดผีผาแน่นด้วยท่าทีระแวดระวัง
"หนูหลันหยี... นี่คือ เหว๋ บาจี ลูกสาวคนเล็กของจวนเรา ดูท่า…นางเพิ่งจะกลับมาจากการไปท่องยุทธภพภายนอกน่ะ" หวีฟ่านแนะนำพลางหันไปกำชับลูกตัวดี แล้วเอื้อมมือไปเขกหน้าผากลูกสาวเบา ๆ
"ส่วนนี่คือ คุณหนูหลิน หลันหยี แขกคนสำคัญของตระกูลเรา และจำไว้ให้ดี บาจี... ห้ามเจ้าเข้ามาป่วนหรือเข้าใกล้นางโดยพลการเด็ดขาด เพราะนางกำลังอยู่ในช่วงฝึกเข้มเพื่อปรับสมดุลปราณ หากเจ้าไปกวนจนปราณนางตีกลับ แม่จะขังเจ้าไว้ในถ้ำน้ำแข็งเสีย!"
บาจีเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาซุกซนนั้นจ้องมองไปยังสตรีสูงศักดิ์ตรงหน้าอีกครั้ง
"หลิน หลันหยี... ชื่อไพเราะดีนี่นา ฟังดูนุ่มนวลเหมือนเสียงผีผาเมื่อครู่ไม่มีผิด"
นางขยิบตาให้หนึ่งทีด้วยรอยยิ้มพราวเสน่ห์ตามนิสัย ไม่มีทีท่าว่าจะเข้าใจคำเตือนของมารดาแม้แต่น้อย
‘นี่นาง… ยังจะมาทำเป็นเล่นหูเล่นตา… ยิ้มกวนข้าอีกงั้นหรือ’
หลันหยีที่แม้ในใจจะยังขุ่นเคืองกับคำสบประมาทและการเสียมารยาทเมื่อครู่ แต่ด้วยมารยาทกุลสตรีที่ฝึกฝนมาอย่างดี นางจึงจำต้องระงับอารมณ์แล้วย่อกายคารวะตามธรรมเนียม
"ยินดีที่ได้พบ... คุณหนูสี่"
น้ำเสียงนั้นแม้จะสุภาพทว่าก็แฝงไปด้วยความห่างเหินอย่างชัดเจน
"เอาล่ะ ๆ ไปได้แล้วบาจี"
หวีฟ่านดันหลังลูกสาวเบา ๆ
"ได้ไปไหว้บรรพชนหรือยัง? แล้วท่านพ่อของเจ้าที่เรือนหลักอีกล่ะ ป่านนี้ท่านคงรอฟังเรื่องราวที่เจ้าไปผจญภัยในยุทธภพใจจะขาดแล้วล่ะ"
"รับทราบเจ้าค่ะท่านแม่!"
บาจีรับคำอย่างร่าเริง ก่อนจะหันมาทิ้งท้ายกับหลันหยีด้วยสายตาที่มีเล่ห์เหลี่ยม
"ไว้ข้าจะมาฟังเจ้าดีดผีผาใหม่นะแม่นางหลันหยี... คราวหน้าข้าจะสอนวิธีไม่ให้ดีดพลาดเอง!"
ร่างบางผมแดงหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะทะยานกายหายไปทางเรือนหลักอย่างว่องไว
‘ผู้หญิงอะไรกัน…’
ทิ้งให้หลันหยียืนกำมือแน่นด้วยความรู้สึกทั้งโกรธทั้งสับสนในใจ...
‘เพียงแค่ข้าพบนาง… ปราณที่ข้าอุตส่าห์สะกดมาได้ถึงห้าวัน… กลับเกือบประทุขึ้นมาอีก…!’
หวีฟ่านมองตามหลังบุตรสาวคนเล็กพลางถอนหายใจยาวอย่างอ่อนอกอ่อนใจ นางส่ายหน้าช้า ๆ พลางพึมพำกับตนเองเบา ๆ
"เจ้าเด็กคนนี้นี่... คำเตือนของแม่คงเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาเสียหมด ดูท่าหุบเขาที่เคยสงบสุขคงได้วุ่นวายกันคราวนี้ล่ะ"
ณ เรือนหลักของจวนตระกูลเหว๋ บรรยากาศกลับมาคึกคักมีชีวิตชีวาทันทีที่ร่างบางในชุดนักรบสีเข้มก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา เหว๋ บาจี วางมาดเจ้าสำราญลงชั่วครู่เพื่อทำความเคารพบิดาและฮูหยินใหญ่ตามมารยาทที่พึงมี
"ลูกกลับมาแล้วเจ้าค่ะ ท่านพ่อ ท่านแม่" นางย่อกายคารวะอย่างสง่างาม ทว่าแววตาซุกซนนั้นยังคงปิดไม่มิด
เหว๋ บาหลง เมื่อเห็นลูกสาวคนเล็กที่ตนแสนจะภูมิใจและประคบประหงมกลับมาถึงบ้านอย่างปลอดภัย ก็ถึงกับหัวเราะร่วนเสียงดังลั่นจวน ร่างสูงสง่าของเจ้าบ้านรีบลุกจากที่นั่งเข้ามาตบไหล่ลูกสาวด้วยความดีใจ
"กลับมาได้เสียทีนะเจ้าตัวแสบ! ไปท่องยุทธภพคราวนี้นานจนพ่อเกือบจะส่งกองกำลังออกไปตามตัวกลับมาแล้ว"
บาหลงกล่าวพลางหันไปสั่งการบ่าวไพร่เสียงเข้ม
"พวกเจ้า! รีบไปจัดเตรียมงานเลี้ยงฉลองที่ยิ่งใหญ่ที่สุด วันนี้ข้าจะเลี้ยงต้อนรับลูกสี่ และต้องมีสุราดีกับอาหารเลิศรสที่สุดในหุบเขาจัดขึ้นโต๊ะ อย่าให้ขาดตกบกพร่อง!"
"ท่านพ่อก็ให้ท้ายลูกเกินไปแล้วเจ้าค่ะ แต่ลูกก็ชอบนะเจ้าคะ!"
บาจีหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดีพลางรินน้ำชาส่งให้บิดาอย่างเอาใจ ใบหน้าของนางประดับด้วยรอยยิ้มกว้างเมื่อเห็นว่าบิดายังคงรักและถนุถนอมตนไม่เปลี่ยน
"นั่นสิเจ้าคะ ท่านพี่ตามใจนางเสียจนจะเสียคนอยู่แล้ว"
ฮูหยินใหญ่ ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เอ่ยหยอกเย้าพลางส่ายหน้าด้วยรอยยิ้มบาง
"เพิ่งกลับมาแท้ ๆ ท่านก็สั่งจัดงานเลี้ยงเสียใหญ่โต ปรนเปรอลูกสาวคนโปรดไม่ขาดตกบกพร่องเช่นนี้ มีหรือเจ้าตัวแสบจะสำนึกตัว"
ขณะที่บรรยากาศในจวนกำลังดำเนินไปอย่างชื่นมื่น ความสงสัยที่ค้างคาใจตั้งแต่ศาลากลางน้ำก็ทำให้ใจของบาจีไม่อาจอยู่นิ่งได้
นางแสร้งทำเป็นจิบน้ำชาอย่างใจเย็น ก่อนจะเปรยถามขึ้นด้วยท่าทีทีเล่นทีจริง
"จริงสิท่านพ่อ... ระหว่างทางที่ข้าเข้ามา ลูกเห็นสตรีผู้หนึ่งนั่งดีดผีผาอยู่ในศาลากลางน้ำ ผิวพรรณหน้าตาดูงดงามหมดจดจนข้ายังแปลกใจ กลิ่นอายของนางดูไม่เหมือนคนในแดนต้องสาปเราเลย แขกคนสำคัญที่พักอยู่ในจวนรับรองเป็นใครมาจากไหนกันหรือเจ้าคะ? เหตุใดท่านแม่หวีฟ่านถึงต้องสั่งกำชับห้ามลูกเข้าใกล้ขนาดนั้น"
บาจีจ้องมองปฏิกิริยาของบิดาด้วยความสนใจ แววตาแฝงความรู้สึกอยากเอาชนะอยู่ลึก ๆ นางอยากรู้นักว่าสตรีที่หน้าตาสวยคมพอ ๆ กับนางผู้นี้เป็นใคร และมีความสำคัญเพียงใดถึงได้มาอาศัยอยู่ในจวนที่ลึกลับเช่นนี้ได้
"อ๋อ แม่นางน้อยผู้นั้นน่ะหรือ? นางคือ หลิน หลันหยี บุตรสาวคนโตของหลิน อู่เหม่ย" บาหลงเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึ้นเล็กน้อย
"นางเป็นผู้สืบทอดสายเลือดโหรวหลิ่งตระกูลหลักที่บริสุทธิ์ยิ่งนัก พลังของนางเพิ่งตื่นขึ้นไม่นานมานี้เอง"
"ตระกูลหลินของนางนับว่าเป็นตระกูลเก่าแก่ที่มีอำนาจและบารมีทัดเทียมกับตระกูลเหว๋ของเรามานาน" ฮูหยินใหญ่ เอ่ยสมทบพลางหันมามองบาจี
"ตลอดเวลาที่ผ่านมา พวกเขาเป็นผู้ที่คอยรับหน้าและรับมือกับความวุ่นวายในราชสำนักแทนเหล่าเจิ้นหยวนและโหรวหลิ่งที่ซ่อนตัวอยู่ เพราะฉะนั้นหลันหยีจึงเป็นแขกที่สำคัญที่สุดที่เราต้องดูแลให้ดีที่สุด"
บาจีได้ยินดังนั้นก็นิ่งไปครู่หนึ่ง พลางนึกถึงใบหน้าสวยคมและท่าทางหยิ่งทะนงของสตรีผู้นั้น
‘ที่แท้ก็เป็นคุณหนูจากตระกูลหลัก มิน่าล่ะ... ถึงได้มีท่าทางไว้ตัวขนาดนั้น (แถมยังสวยพอใช้ได้เสียด้วย)’
"ตระกูลเก่าแก่ที่ทรงอำนาจคู่กับเราสินะเจ้าคะ..." บาจีพึมพำกับตนเอง ก่อนจะหันไปถามบิดาด้วยความอยากรู้
"แล้วนางมาอยู่ที่นี่นานหรือยังเจ้าคะท่านพ่อ? ในเมื่อนางเป็นแขกคนสำคัญเช่นนี้ งานเลี้ยงฉลองคืนนี้... ให้แม่นางหลันหยีมาร่วมโต๊ะกับพวกเราด้วยได้หรือไม่เจ้าคะ?"
รอยยิ้มของนางใสซื่อเกินเหตุเสียจนผู้เป็นมารดามองปราดเดียวก็รู้ว่าในหัวเด็กคนนี้ไม่มีเรื่องดีอยู่แน่นอน
“ลูกอยากรู้จักนางเหลือเกินเจ้าค่ะ♥”