งานเลี้ยง และของขวัญ
บทที่ 7
บรรยากาศในงานเลี้ยงเต็มไปด้วยความร่าเริง
บาจีอยู่ในชุดกึ่งทางการสีดำสลับแดง ดูสง่างามแต่ยังคงความทะมัดทะแมง ยืนอยู่กลางห้องโถงต่อหน้าครอบครัวที่นั่งพร้อมหน้า นางเริ่มนำของที่ "เสี่ยงตาย" ไปชิงมามอบให้ทีละคนด้วยท่าทางภูมิใจนำเสนอ
"ท่านพ่อเจ้าคะ! ของชิ้นแรกนี้เพื่อท่านพ่อโดยเฉพาะ"
หญิงสาวล้วงหยิบวัตถุทรงกลมที่มีแสงประกายหลากสีวิ้งวับออกมา
"มันคือ ลูกตะกร้อสายรุ้งจากแดนเหนือ เจ้าค่ะ! สรรพคุณหรือ? ลูกไม่ค่อยแน่ใจนัก แต่ที่แน่ ๆ คือลูกต้องไปแย่งชิงมาจากรังของกิเลนแดนเหนือเชียวนะเจ้าคะ เห็นว่าท่านพ่อชอบตะกร้อ ลูกเลยคิดว่าไม่มีตะกร้อลูกไหนจะเหมาะกับท่านเท่าลูกที่มีแสงระยิบระยับแบบนี้อีกแล้ว!"
เหว๋ บาหลง ตาโตเท่าไข่ห่าน หัวใจพองโตด้วยความหลงลูกสาว
"โอ้โห! สวยงามยิ่งนัก แย่งมาจากกิเลนเชียวหรือ?”
ชายหนุ่มรับมันด้วยรอยยิ้มแก้มแทบปริ
“ลำบากเจ้าแล้วลูกพ่อ ความจริงแค่เจ้ากลับมาหาพ่อปลอดภัย พ่อก็ดีใจที่สุดแล้ว แต่ได้ตะกร้อวิเศษนี่มาด้วย... พ่อจะรักษาอย่างดีเลยเชียว!"
จากนั้นบาจีก็หันไปทางฮูหยินใหญ่ด้วยรอยยิ้มหวาน
"สำหรับท่านแม่ป่าน ลูกมี เครื่องประทินโฉมจากแดนเหนือ มาฝากเจ้าค่ะ ว่ากันว่าเนื้อสีนั้นสวยสดชัดเจนแต่ลบออกง่ายดายนัก ไม่ทำร้ายผิวพรรณอันผ่องใสของท่านแม่ใหญ่แน่นอนเจ้าค่ะ"
"ช่างรู้ใจข้านักเจ้าตัวแสบ" ฮูหยินใหญ่รับของขวัญพลางคลี่ยิ้มเอ็นดู
"ส่วนท่านแม่หวีฟ่าน..." บาจีหันไปทางมารดาอีกนางหนึ่งพลางยื่นห่อผ้าที่มีกลิ่นหอมสมุนไพรจาง ๆ ให้
"นี่คือ สมุนไพรบำรุงกายหายาก เจ้าค่ะ ว่ากันว่าสรรพคุณเลิศล้ำ จะใช้กินบำรุงภายในหรือใช้อาบเพื่อปรับปราณภายนอกก็ได้ผลดียิ่ง ลูกคิดว่าท่านแม่ที่ชอบศึกษาตำราสมุนไพรน่าจะอยากได้ไปลองเพาะพันธุ์ในสวนของท่านนะเจ้าคะ"
หวีฟ่าน พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
"เข้าท่าทีเดียว บาจี แม่จะลองนำไปศึกษาดู"
ท้ายที่สุด บาจีขยับไปหาฮูหยินสาม พลางชูห่อขนมที่นางดูถนุถนอมเป็นพิเศษ
"และของท่านแม่ไต๋ฟู๋... ลูกไม่ได้ลืมนะเจ้าคะ! นี่คือ ขนมปังไส้หวานผสานสมุนไพรร้านยายยี่ ร้านชื่อดังที่ขายเพียง7วันต่อปี ลูกต้องไปยืนต่อแถวรอเป็นพิเศษเลยนะเจ้าคะ”
เจ้าตัวไม่พูดเปล่า ยังเลียริมฝีปากทีหนึ่งอย่างภาคภูมิ
“ พอได้มาก็รีบควบม้ากลับบ้านด้วยความเร็วสูงสุดเพื่อให้ท่านแม่ได้ทานตอนที่มันยังสดใหม่อยู่ ขนมนี้เพื่อท่านแม่คนเดียวเลยนะเจ้าคะ! ระหว่างทางลูกลองชิมไปลูกนึง อื้อฮือ!! ไส้ทะลักรสชาติติดปาก ถูกปากท่านแม่แน่!"
ซ้ำยังเปิดกล่องให้ดูว่าช่องว่างในนั้นเกิดจากการที่ตนแอบหยิบกินไประหว่างทาง...
ส่วนฮูหยินสามหัวเราะร่วนพลางรับขนมไป มือนั้นยื่นมาหยิกแก้มลูกสาวเบา ๆ
"แหม... สมเป็นลูกรักของแม่ รู้ใจแม่เสียจริงนะเจ้าลูกคนนี้ ขอบใจเจ้ามากนะบาจี"
ในขณะที่ทุกคนกำลังชื่นชมกับของฝากอยู่นั้น บาจีก็ลอบปรายตาไปทางประตูทางเข้า แอบลุ้นอยู่ในใจว่าสตรีหน้าสวยคนนั้นจะปรากฏตัวออกมาเมื่อไหร่กันแน่…
"แล้วพวกข้าล่ะ! ไปท่องยุทธภพเสียตั้งนาน ลืมพวกพี่ชายไปหมดแล้วหรืออย่างไร!"
เสียงโวยวายประสานเสียงของพี่ชายทั้งสามคนดังขึ้นขัดจังหวะความชื่นมื่น ทำเอาบาจีหัวเราะร่วน นางไม่ได้รีรออยู่แล้วเพราะเตรียมของไว้ 'รับน้อง' พี่ ๆ เป็นอย่างดี
"โธ่ พี่ใหญ่ พี่รอง พี่สาม... น้องสาวคนเล็กอย่างข้าจะลืมพวกท่านได้อย่างไรล่ะเจ้าคะ"
บาจีเด้งตัวขึ้นพลางหยิบวัตถุชิ้นหนึ่งส่งให้พี่ชายคนโตด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
"นี่ของพี่ใหญ่เจ้าค่ะ! ข้าเห็นว่ามันน่ารักดีเลยซื้อมาฝากหลาน..."
เหว๋ ปาป๋อ รับของในมือมามองอย่างงงๆ
มันคือ 'กลองป๋องแป๋ง' ที่เด็กน้อยชอบใช้เล่นกัน เขาหยิบมันขึ้นมาหมุนไปมาจนเกิดเสียง แป๊ะ... แป๊ะ... ดังลั่นโถง
"ของขวัญเจ้าช่าง... พิสดารนักบาจี" พี่ใหญ่พูดพลางมองกลองในมือ
"แต่ว่านะ...นี่ไม่ใช่ของเอาไว้ให้เด็กเล่นหรืออย่างไรกัน? หรือมันทำมาจากสิ่งวิเศษสิ่งใด?”
“ แน่นอนท่านพี่ นี่คือกลองป๋องแป๋งที่ข้าซื้อมาฝากให้หลานของข้า หรือลูกของท่านพี่ยังไงล่ะเจ้าคะ”
“ น้องสี่… พี่ของเจ้าคนนี้ยังไม่มีลูกเลยนะ"
"เอ๊ะ! ยังไม่มีหรือเจ้าคะ?"
บาจีแสร้งทำตาโตเท่าตกใจเกินจริง มือทาบอก
ส่วนพี่ชายคนโตนั้นส่ายหน้าหน่าย ๆ แล้ว ยิ้มอ่อนๆให้
"เจ้าหายไปเพียง 3 เดือน เจ้าก็รู้ว่าพี่ยังไม่มีแม้แต่ฮูหยิน แล้วจะมีหลานให้เจ้าได้ที่ไหนกันเล่า"
"แย่แล้ว! ทำไมพี่ใหญ่ผู้รูปงามของข้าถึงยังไม่มีฮูหยินอีกล่ะเจ้าคะเนี่ย?" บาจีรีบรับส่งพลางทำหน้ากังวล
"แบบนี้หากพี่ใหญ่ยังไม่แต่ง พี่รองปูเจิ้น หรือพี่สามเบหยวนของข้า จะกล้าแต่งก่อนได้อย่างไรกัน หรือว่าพวกท่านทั้งสามตั้งใจจะอยู่เป็นโสดไปพร้อมกันหมดเลยเจ้าคะ!"
ปูเจิ้น และ เบหยวน ถึงกับสะดุ้ง ทำหน้าพะอืดพะอมพลางมองมาที่น้องสาวตัวแสบด้วยสายตาที่บอกว่า
'เจ้าตัวแสบ... หาเรื่องให้พวกข้าโดนท่านพ่อท่านแม่บ่นเรื่องแต่งงานอีกแล้วนะ'
"บาจี... อย่าไปล้อไปแกล้งพี่ ๆ เขาแบบนั้นสิลูก มันไม่งาม"
ฮูหยินใหญ่เอ่ยปรามอย่างไม่จริงจังนัก แววตาแฝงความขบขัน
"เจ้าค่ะ ๆ ไม่แกล้งแล้วก็ได้ ลูกจะเอาของจริง ๆ ให้เดี๋ยวนี้แหละ..."
เด็กสาวตัวแสบของบ้านหัวเราะคิกคักพลางก้มลงหมายจะหยิบของขวัญชิ้นถัดไปที่ตั้งใจเตรียมมาให้จริง ๆ
ทว่ายังไม่ทันที่นางจะได้หยิบของออกมาจากห่อผ้า
เสียงฝีเท้าที่แผ่วเบาแต่จังหวะมั่นคงก็ดังขึ้นที่หน้าโถงรับรอง พร้อมกับการปรากฏตัวของ อาหลิง ที่ก้าวเข้ามาหยุดอยู่ตรงธรณีประตู
นางก้มตัวคารวะอย่างนบนอบตามขนบธรรมเนียมก่อนจะขานแจ้งด้วยน้ำเสียงที่กังวานชัด
"คุณหนูหลิน หลันหยี... มาร่วมงานเลี้ยงตามคำเชิญของท่านเจ้าบ้านแล้วเจ้าค่ะ"
สิ้นเสียงประกาศ บรรยากาศการหยอกล้อในห้องพลันสงบลงชั่วขณะ ทุกสายตาหันไปยังประตูหลักเป็นจุดเดียว
โดยเฉพาะบาจีที่ชะงักมือที่กำลังหยิบของขวัญ ค่อยๆ ยืดตัวขึ้นจ้องมองไปยังผู้ที่กำลังก้าวเข้ามาอย่างไม่วางตา
หลันหยี ก้าวเข้ามาในโถงงานเลี้ยงด้วยท่วงท่าอันสง่างาม สวมอาภรณ์ผ้าไหมเนื้อดีสีฟ้าอ่อนประดับลายเมฆขาวพลิ้วไหว แลดูบริสุทธิ์ผุดผ่องราวกับนางฟ้าจากสรวงสวรรค์ รัศมีแห่งความงามของนางตรึงตราทุกสายตาให้หยุดนิ่งจ้องมอง
ที่ข้อมือเรียวของนางปรากฏ กำไลหยกทมิฬ สีดำสนิทที่ฮูหยินใหญ่มอบให้ กำไลนั้นทำหน้าที่ผนึกปราณหยินโหรวหลิ่งได้อย่างมิดชิด
เบหยวน และ ปูเจิ้น สองพี่ชายที่เคยสัมผัสกับพลังปราณของนางโดยตรงถึงกับผวาเฮือกเล็กน้อยเมื่อเห็นหลันหยีก้าวเข้ามา พวกเขารู้สึกเหมือนถูกดึงดูดอีกครั้ง
‘ไม่จริงน่า พวกข้าโดนปราณของนางดึงดูดอีกแล้วหรือ!?’
‘ไม่สิ ท่านแม่บอกว่าปราณของนางโดนผนึกชั่วคราวนี่นา!’
สองพี่น้องไม่รู้เลยว่าสิ่งที่ดึงดูดพวกเขานั้นไม่ใช่ปราณหากแต่เป็นความงามของนางต่างหาก
แต่หลันหยีไม่สนใจสายตาเหล่านั้น
นางเดินตรงไปยังประมุขของจวนอย่างสงบนิ่ง ก่อนจะย่อกายคารวะ เหว๋ บาหลง และ ฮูหยินใหญ่ อย่างอ่อนน้อม
"หลันหยีขออภัยที่มาถึงล่าช้าเจ้าค่ะ "
บาหลงโบกมืออย่างไม่ถือสา
"โอ๊ย… ไม่ได้มาสายหรอกหนูหลันหยีเอ๋ย ลูกสาวคนเล็กของข้าน่ะเป็นพวกใจร้อน ชอบเริ่มงานก่อนเวลาต่างหาก!"
เขาหัวเราะร่วนพลางผายมือเชิญ
"เชิญนั่งเถิด ๆ อย่าได้ถือสาเลย"
หลันหยีรับคำ ก่อนจะเดินไปนั่งลงที่เก้าอี้ที่จัดเตรียมไว้ให้
เมื่อนางนั่งลงเรียบร้อย บาจีก็ไม่รอช้า หันไปบอกบิดามารดาด้วยรอยยิ้มกว้าง
"ท่านพ่อ ท่านแม่เจ้าคะ! ลูกขออนุญาตย้ายที่นั่งไปนั่งข้างแม่นางหลันหยีได้ไหมเจ้าคะ"
ยังไม่ทันฟังคำตอบ นางก็ถือโอกาสคว้าของขวัญชิ้นที่ตั้งใจจะมอบให้พี่ใหญ่ แล้วลุกจากที่นั่งเดินตรงไปยังหลันหยีทันที
"ข้ามีของขวัญต้อนรับแขกคนพิเศษเช่นแม่นางหลันหยีโดยเฉพาะเลยนะ!"
บาจีกล่าวด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ขณะเดินเข้าไปใกล้
ปาป๋อมองของขวัญที่ตนเคยคิดว่าเป็นของตัวเองลอยละลิ่วไปกับบาจีอย่างรวดเร็ว เขานั่งตัวแข็งทื่อ พลางคิดในใจ
'อ้าว...นั่นไม่ใช่ของที่นางจะมอบให้ข้าหรอกหรือ!?'
ปึ้ง!!
ของขวัญชิ้นหนักนั้นโดนวางลงเบื้องหน้าแขกสาวผู้มาเยือนจวนเหว๋
บรรยากาศเริ่มมีความเก้อเขินขึ้นมาทันที เมื่อทุกคนเห็น "ของขวัญ" ที่บาจีภูมิใจนำเสนอ
สนับมือเหล็กไหลสีดำขลับประดับหนามแหลมคมกริบดูดุดันและรุนแรงวางอยู่ตรงหน้าหลันหยี...
มันเป็นอาวุธสังหารที่เหมาะกับนักรบเดนตายมากกว่าเป็นของที่ควรวางอยู่บนโต๊ะอาหาร
เหล่าพี่ชายที่นั่งอยู่ต่างพากันกุมขมับ
‘นั่นมันของให้พี่ใหญ่ชัด ๆ’
‘นี่นางคิดแค่สักแต่จะให้สินะ!? ’
‘สู้ให้กลองป๋องแป๋งไปไม่ดีกว่าหรือนั่น!?’ ปาป๋อนั้นแทบอยากจะยื่นกลองป๋องแป๋งเพื่อแลกสลับกับหลันหยี
‘ไม่มีให้นางก็แค่บอกว่าไม่มีไม่ได้หรืออย่างไร…’
ส่วนท่านพ่อบาหลงและเหล่าฮูหยินก็ได้แต่หัวเราะแห้ง ๆ มองว่านี่คงเป็นความเพี้ยนครั้งใหม่ของบาจีที่เพิ่งกลับจากยุทธภพจนติดนิสัยห้าว ๆ กลับมา
ทว่าสำหรับ หลันหยี นางกลับไม่ได้มองว่ามันเป็นเรื่องตลก ความทรงจำที่โดนกวนประสาทที่ศาลากลางน้ำยังไม่ทันจางหาย
‘นางตั้งใจสบประมาทข้า…จะหาว่าข้าเป็นคนป่าเถื่อนและรุนแรง เป็นคนอันตรายเพราะปราณของข้า… ข้าไม่หลงกลของเจ้าหรอกนะ เหว๋บาจี’
หลันหยีจ้องมองสนับมือนั้นด้วยดวงตาสงบนิ่ง นางสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ
‘ไม่เป็นไรหลันหยี.. กำไลนี้จะช่วยคุมพลังเจ้า… เจ้าไม่หลงกลอุบายเช่นนี้หรอก’
นางเงยหน้าขึ้นสบตากับเจิ้นหยวนผมแดงที่นั่งรอคำตอบอยู่ข้างๆ
"คุณหนูสี่... ท่านมั่นใจแล้วหรือเจ้าคะ ว่าของชิ้นนี้คือสิ่งที่ท่านตั้งใจจะมอบให้ข้าจริง ๆ?"
น้ำเสียงของนางราบเรียบทว่านุ่มนวล
"ตัวข้าไร้สิ้นความรู้เรื่องวรยุทธ หากรับของล้ำค่าเช่นนี้มาเกรงว่าจะทำให้มันไม่ได้มีค่าอย่างที่ควรจะเป็น ข้าขอรับไว้เพียงน้ำใจอันดีของคุณหนูสี่... ก็นับว่าเพียงพอแล้วเจ้าค่ะ"
คำตอบที่นุ่มนวลแต่แฝงการปฏิเสธอย่างมีชั้นเชิงทำให้บาจีชะงักไปครู่หนึ่ง นางทำหน้าเสียดายพลางรวบสนับมือกลับมา
ท่าทางของนางไม่ได้ดูเหมือนคนโกรธแค้นที่โดนปฏิเสธ
แต่ยังคงรอยยิ้มเจ้าอุบายไว้ไม่เปลี่ยน
"อา... นั่นสินะ ข้าลืมไปเสียสนิท!"
บาจีหัวเราะร่วนพลางเก็บอาวุธร้ายแล้ววางลงบนโต๊ะของตน
"ความจริงข้าเพียงแต่อยากให้ของดีที่ชิงมาได้ แต่ดันลืมไปว่าคุณหนูหลันหยีเป็นสตรีผู้อ่อนโยน ข้าเพิ่งกลับมาถึงจวนกะทันหันเลยหาของขวัญที่เหมาะกับเจ้าไม่ทันจริง ๆ"
บาจีหันมาสบตาหลันหยี แววตานั้นดูมีเล่ห์เหลี่ยมขึ้นมาทันควันเมื่อนางอยากเสนอทางออกใหม่
"ในเมื่อคุณหนูหลันหยีบอกว่ารับแค่น้ำใจจากข้า เช่นนั้นน้ำใจของข้าในครั้งนี้ ข้าจะเปลี่ยนเป็นสิ่งที่เหมาะกับเจ้าจริง ๆ แทนก็แล้วกัน"
นางรีบหันไปทางเหว๋ บาหลง และฮูหยินทั้งสามด้วยท่าทางกระตือรือร้น
"ท่านพ่อ ท่านแม่เจ้าคะ! ในเมื่อคุณหนูหลันหยีอุตส่าห์ยอมรับน้ำใจจากลูกแล้ว เพื่อเป็นการไถ่โทษที่ลูกหาของขวัญให้ไม่ทัน พรุ่งนี้ลูกขออนุญาตพาคุณหนูหลันหยีไปเที่ยวชม 'ป่าหลิว' ในหุบเขาต้องสาป เพื่อเป็นการพักผ่อนและเปิดหูเปิดตาด้วยนะเจ้าคะ!"
หลันหยีถึงกับนิ่งอึ้ง... และทุกคนในงานก็ไม่ต่างกัน!
‘ป่าในหุบเขาต้องสาปงั้นรึ!?’