สิ้นยุทธภพเมื่อพบเจ้า

บทลงโทษของเหว๋บาจี

ท่ามกลางลานกว้างของจวนตระกูลเหว๋

หญิงสาวผมสีแดง กำลังนั่งคุกเข่าตัวตรง แขนทั้งสองข้างชูถังใส่น้ำ อันหนักอึ้งไว้เหนือศีรษะเพื่อรับบทลงโทษ แสงแดดที่แผดเผาไม่ได้ทำให้ดวงหน้าที่เคยร่าเริงนั้นดูทรมาน เท่ากับความโศกเศร้าที่ฉายชัดในแววตา

นางนิ่งเงียบจนผิดวิสัย

‘ข้า…ทำผิดกับนาง…’

ภาพโหรวหลิ่งสาวที่ได้รับบาดเจ็บยังคงวาดชัดอยู่ในหัวของนาง

‘… นางบาดเจ็บเพราะข้า…’

แม้แต่กลิ่นเลือดของโหรวหลิ่งสาว… ก็วนเวียนอยู่ในจมูก ราวกับว่ากลิ่นนั้นยังเปื้อนติดอยู่กับตัวของเจิ้นหยวนสาวในตอนนี้

‘ข้า… ข้าจะชดใช้ให้นางอย่างไรดี’

ที่ระเบียงไกลออกไป เหว๋ บาหลง ยืนแอบมองบุตรสาวด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใย

“ โธ่เอ๊ย…!”

มือหนากำราวไม้แน่นจนขึ้นแทบจะผิดรูป ใจหนึ่งก็อยากจะสั่งให้เลิกโทษเสียเดี๋ยวนี้ แต่อีกใจก็รู้ดีว่าทำไม่ได้

“ ท่านพี่ …อดทนไว้เถิดเจ้าค่ะ… ลูกหญิงจำเป็นต้องได้รับบทเรียนนะเจ้าคะ”

หวีฟ่านที่นั่งอยู่เบื้องหลัง ควบคู่กับ ฮูหยินอีกสองท่านกล่าวบอกสวามี

พวกนางเป็นคนลงทัณฑ์บาจีด้วยตัวเองฐานที่ทำให้คุณหนูหลินต้องไปเผชิญอันตรายจนบาดเจ็บ

‘ลูกพ่อ… คราวนี้เจ้าทำเกินกว่าเหตุจริง ๆ ’

แต่สาวผมแดงนั้นไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองต่อโทษทัณฑ์นี้เลยแม้แต่น้อย

‘ข้าทำนางร้องไห้…’

ในใจของนางมีเพียงภาพใบหน้าที่เปื้อนน้ำตาของหลันหยีวนเวียนอยู่ ความเสียใจที่ถูกโกรธเกลียดทับถมจนนางแทบกระอักออกมาด้วยหยาดน้ำตา…

ในขณะที่บาจีกำลังจมดิ่งอยู่ในภวังค์ความเศร้า จู่ ๆ ก็มีร่างของบุรุษผู้หนึ่งก้าวมานั่งคุกเข่าลงข้างกายข้างนางอย่างเงียบเชียบ เมื่อหันไปมอง บาจีก็ต้องเบิกตากว้าง

"พี่ใหญ่..."

ไม่เพียงแค่นั้น เบหยวน และ ปูเจิ้น ก็ก้าวตามมาคุกเข่าเรียงแถวเคียงข้างน้องสาวเช่นกัน

"การดูแลน้องสาวเป็นหน้าที่ของพี่ชาย... ในเมื่อพี่ดูแลเจ้าไม่ดีพอจนเจ้าทำผิด พี่ก็ควรรับโทษด้วย"

พี่ใหญ่เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น

"ตอนเจ้าไปท่องยุทธภพ พวกพี่ดูแลเจ้าไม่ได้..."

พี่รองเสริมพลางจ้องไปข้างหน้า

"แต่เมื่ออยู่ที่นี่ หน้าที่ปกป้องน้องสาวต้องมาก่อนสิ่งอื่นใด"

พี่สามหันมายิ้มมุมปากขี้เล่นตามฉบับของเขา

"ครั้งหน้าถ้าคิดจะไปซนที่ไหน อย่างน้อย ๆ ก็บอกพวกพี่บ้างเถอะ พี่จะได้มานั่งคุกเข่าเป็นเพื่อนเจ้าตั้งแต่เริ่ม ไม่ใช่มารู้เรื่องเอาทีหลังแบบนี้ "

บาจีน้ำตาคลอเบ้าอีกครั้ง ความประหลาดใจแปรเปลี่ยนเป็นความตื้นตันที่พี่ชายทั้งสามไม่เคยทอดทิ้งนางเลยแม้ในยามที่ทำผิดมหันต์

“ข้าขอโทษ...ท่านพี่”

พี่ชายทั้ง 3 นั้นยิ้มออกมาน้อยๆ

“ ถ้าสำนึกได้… จบการลงโทษแล้วก็ช่วยเอาของขวัญที่เตรียมมาให้พวกข้ามามอบให้พวกข้าจริง ๆเถิด”

“ตกลงสนับเหล็กนั่นเป็นของขวัญให้ใคร?”

ปาป๋อยังมีหยอกน้องสาวเล็กน้อยเพื่อให้นางคลายความทุกข์แต่รอยยิ้มบนใบหน้านางก็อยู่ได้ไม่นานนักก็หายไป…

เพราะความรู้สึกผิด มิได้โดนชำระล้างไปแต่อย่างใดแม้แต่น้อย…

ทางด้านห้องพักของหลันหยี อาหลาน เดินเข้ามาวางน้ำแกงพลางเล่าเรื่องราวที่ลานจวนด้วยน้ำเสียงประชดประชัน

"คุณหนูทราบไหมเจ้าคะ ตอนนี้คุณหนูสี่กำลังนั่งคุกเข่าโชว์ตัวอยู่ที่ลาน แล้วยังมีพวกคุณชายทั้งสามไปนั่งล้อมหน้าล้อมหลังคุกเข่าเป็นเพื่อนอีก! เหอะ…! พวกสกุลเหว๋นี่ก็เข้าข้างกันดีแท้นะเจ้าคะ คงคิดจะให้พวกคุณชายมาช่วยสร้างภาพเรียกความสงสารเพื่อให้พวกฮูหยินลดโทษให้ล่ะสิ ช่างน่าไม่อายจริง ๆ"

อาหลานยังคงเคียดแค้นไม่หายจากภาพที่คุณหนูของตนเดินกะเผลกกลับมาในสภาพสะบักสะบอมเมื่อเย็นวาน

"อาหลาน! หยุดกล่าววาจาส่งเดชเดี๋ยวนี้"

หลันหยีเอ่ยดุเสียงเรียบ แต่น้ำเสียงนั้นแฝงไปด้วยความเหนื่อยล้า

"แต่คุณหนูเจ้าคะ..."

"คุณชายทั้งสามไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ อย่าได้ไปกล่าวหาพวกเขา"

หลันหยีทอดถอนใจพลางมองดูบาดแผลที่ไหล่ของตน ลึก ๆ ในใจนางรู้ดีกว่าใคร...

‘ แม้นางจะเป็นคนนำพาไปสู่ความซวย แต่คนที่ตัดสินใจก้าวเท้าเดินตามออกไปคือตัวข้าเอง…’

นางมองดูผ้าพันแผลของตน

‘ หากจะพุดตามจริง ความบาดเจ็บนี้ส่วนหนึ่งก็มาจากความประมาทของข้าเองด้วย’

ถึงนางจะคิดเช่นนั้น

เพียงแต่ในตอนนี้…

‘ข้า… ข้าไม่อาจจะยกโทษให้นางได้…’

นางกำมือแน่น

‘ข้าไม่น่าเชื่อใจนางเลย!’

เหล่าฮูหยินที่นั่งคุมอยู่ต่างมองภาพสี่พี่น้องคุกเข่าเรียงกันด้วยความรู้สึกที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก พวกนางย่อมรู้ดีว่าบุตรชายทั้งสามรักและอยากปกป้องน้องสาวเพียงคนเดียวขนาดไหน

‘ พวกตัวแสบนั่น…ทำแบบนี้เท่ากับบีบพวกเราไม่ใช่หรือ? ’

‘ พี่หญิง…ปล่อยไว้แบบนี้คงจะไม่ดีมั้งคะ’

แต่คนที่นั่งไม่ติดเก้าอี้ที่สุดกลับเป็น เหว๋ บาหลง

ท่านประมุขเดินงุ่นง่านอยู่อย่างพุ่งพล่าน หากบุตรชายที่เปรียบเสมือนเสาหลักทั้งสามมัวแต่นั่งประท้วงเงียบอยู่ตรงนี้ แล้วใครจะไปลาดตระเวนชายแดนต้องสาปที่กำลังแปรปรวน?

ยิ่งเวลาผ่านไปชั่วยามหนึ่ง ความร้อนใจก็ชนะความอดทนของเขา

“ โธ่เอ้ย!!! ”

บาหลงตัดสินใจเดินลงไปยังลานกว้างด้วยใบหน้าเกรี้ยวโกรธ

"พวกเจ้าทำบ้าอะไรกัน!" บาหลงแผดเสียงดุแต่แฝงความกังวล

"ปาป๋อ! เบหยวน! ปูเจิ้น! ถ้าพวกเจ้าสามคนมานั่งเฝ้าน้องสี่อยู่นี่ แล้วใครจะไปดูแลชายแดน!? หากเกิดเรื่องขึ้นมาจะทำอย่างไร!"

ปาป๋อ เงยหน้าขึ้นมองบิดามารดาอย่างสงบนิ่งก่อนจะตอบ

"ขออภัยท่านพ่อ... แต่หากพวกลูกพะว้าพะวงกับน้องหญิง แล้วพวกลูกจะมีสมาธิกับการดูแลชายแดนต้องสาปได้เยี่ยงไร? ที่นางต้องมารับโทษอยู่ตรงนี้ ก็เป็นเพราะพวกข้าดูแลนางไม่ดีพอ"

ฮูหยินรองและฮูหยินสามหันมาสบตากับฮูหยินใหญ่ทันที แววตาของพวกนางเต็มไปด้วยความอ่อนใจ... พวกนางรู้ดีว่าไม่ใช่แค่บาหลงที่ชอบตามใจบาจีจนเสียคน

‘ ดูลูกใหญ่สิ…’

‘ ทำแบบนี้ ไม่เพียงแต่จะเสียการเสียงาน แต่ความน่าเชื่อถือลูกเราก็จะลดลงอีกด้วย ’

‘พี่หญิง เห็นทีพวกเราต้องเปลี่ยนแผนแล้วล่ะเจ้าค่ะ’

แต่เป็นเพราะพวกพี่ชายทั้งสามนี่แหละที่เป็น "เกราะกำบัง" ชั้นดีให้เจ้าตัวแสบมาตลอด หากปล่อยให้คุกเข่าต่อเช่นนี้ งานการใหญ่คงพังพินาศเสียก่อน

ฮูหยินใหญ่ตัดสินใจก้าวออกมาข้างหน้า นางจ้องมองไปที่บุตรสาว

"บาจี... เจ้ารู้ตัวหรือยังว่าทำผิดเช่นใด?"

บาจีเงยหน้ามองมารดาด้วยใบหน้าเศร้าสร้อย แววตาที่เคยซุกซนบัดนี้หม่นแสงอย่างเห็นได้ชัด แม้แขนที่ถือถังน้ำหนักอึ้งมานับชั่วยามจะยังมั่นคงไม่สั่นคลอน แต่น้ำเสียงที่ตอบกลับนั้นฟังดูไร้เรี่ยวแรง

"ข้าสำนึกแล้วท่านแม่... ข้าผิดเอง"

"ดี..." ฮูหยินใหญ่ถอนหายใจ

"เช่นนั้นจงวางถังน้ำลงเสีย แม่จะเปลี่ยนบทลงโทษให้เจ้าไปคัดหนังสือขอโทษในห้องหนังสือแทน"

เหล่าพี่ชายทั้งสามเผยรอยยิ้มดีใจออกมาทันทีที่น้องสาวหลุดพ้นจากความทรมาน แต่รอยยิ้มนั้นกลับต้องชะงักค้างเมื่อฮูหยินใหญ่เอ่ยประโยคต่อมา

"รวมถึงพวกเจ้าด้วย ปาป๋อ ปูเจิ้น และเบหยวน! ในเมื่อรักน้องมากนัก ก็จงไปทำหน้าที่ลาดตระเวนให้เรียบร้อยเสียก่อน แล้วกลับมาคัดหนังสือขอโทษส่งแม่ในห้องหนังสือพร้อมกับบาจี แม่จะไปตรวจด้วยตัวเองทีหลัง!"

พี่ใหญ่ก้มศีรษะน้อมรับคำสั่งอย่างเต็มใจ

"ลูกรับทราบครับท่านแม่"

แต่ทางด้านพี่รองอย่าง ปูเจิ้น กลับหดคอพร้อมมีสีหน้าปั้นยาก เขาเปรยขึ้นเบา ๆ ในลำคอ

"ข้าขอเปลี่ยนเป็นนั่งคุกเข่าต่อแทนได้ไหม..."

ทว่าในจังหวะที่เขากำลังจะโอดครวญ สายตาของปูเจิ้นก็เหลือบเห็นถังน้ำที่วางลงของเบหยวน

"เดี๋ยวนะ..." ปูเจิ้นขมวดคิ้ว

"เจ้าสาม... ทำไมน้ำในถังของเจ้ามันมีแค่ครึ่งเดียวห้ะ!? เจ้าแอบเททิ้งตอนข้าไม่เห็นใช่ไหม! ไม่สิ คนเช่นเจ้า คงจะใส่น้ำครึ่งถังแต่แรกแล้วล่ะสิ!?"

เบหยวนแสร้งทำเป็นสะดุดถังน้ำเพราะอาการขาชาจากการคุกเข่าจนน้ำนั้นกระเด็นออกหมด

“ อุ้ย อุ้ย ขาข้าชา พี่รอง ท่านพูดเรื่องอะไรกัน เรารีบกลับไปทำหน้าที่เถิดขอรับ!”

“หนอย…! เจ้าเล่ห์นักนะ!”

บาจีที่ยังคงมีสีหน้าอมทุกข์ก้าวเดินอย่างสั่น ๆ ด้วยขาอ่อนล้า ไปยังห้องหนังสือด้วยหัวใจที่ยังคงจมดิ่ง

‘ ข้าขอโทษนะท่านพี่… ทั้งหมดเพราะข้าทำผิดคนเดียวแท้ๆ…’

อาหลาน ที่แอบซุ่มดูเหตุการณ์อยู่ตลอดทางด้านมุมตึกใกล้ลานกว้าง ถึงกับเบิกตากว้างพลางตบเข่าฉาดในใจ

'นั่นไงล่ะ! กะแล้วเชียว!'

นางไม่รอช้า รีบสะบัดชายผ้าเดินรี่กลับไปยังห้องพักของหลันหยีเพื่อส่งข่าวให้อีกสองคนฟังทันที

"คุณหนู! อาหลิง! ข้าว่าแล้วไม่มีผิด!"

อาหลานพรวดพราดเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นเต้น

"เมื่อครู่พวกฮูหยินยอมยกเลิกโทษคุกเข่าของคุณหนูสี่แล้วเจ้าค่ะ แถมยังให้พวกคุณชายทั้งสามไปลาดตระเวนตามปกติอีก เห็นไหมล่ะเจ้าคะ... สุดท้ายพวกเขาก็เข้าข้างกันเอง ลงโทษแค่ผักชีโรยหน้าแท้ ๆ!"

อาหลิงที่กำลังประคองชามยาอยู่ถึงกับถอนหายใจ

"นั่นสินะ พวกเขาก็คนบ้านเดียวกัน จะมาเห็นหัวพวกเราที่เป็นคนนอกได้อย่างไร"

“ใช่ไหมล่ะ? ให้ไปคัดหนังสือแทน ก็แค่นั่งกินขนมล่ะสิไม่ว่า!”

ทว่า หลันหยี กลับยังคงนิ่งสงบ นางวางจอกน้ำชาลงช้า ๆ ก่อนจะเอ่ยอธิบายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

"พวกเจ้าเข้าใจผิดแล้ว... การที่คุณชายทั้งสามต้องไปลาดตระเวน นั่นเพราะเป็นหน้าที่สำคัญที่เกี่ยวพันถึงชีวิตชาวบ้าน ”

นางกำมือแน่น

“พวกเขา… คงจะต้องปกป้องผู้คนจากปีศาจ…”

ประสบการณ์ตรงที่นางได้เผชิญในตอนนี้ทำให้นางรู้ว่าหน้าที่ของเจิ้นหยวนนั้นสำคัญเช่นไร

“ ส่วนการที่เปลี่ยนให้คุณหนูสี่ไปคัดหนังสือ... ข้าว่านั่นน่าจะเป็นการลงโทษที่ทรมานสำหรับนางยิ่งกว่าการนั่งคุกเข่าเสียอีก"

‘นางเกลียดการอ่านหนังสือยิ่งกว่าสิ่งใดนี่นา…’

คนรับใช้ทั้งสองชะงักไป ต่างมองหน้ากันด้วยความสงสัย

"ทำไมคุณหนูพูดเช่นนั้นล่ะเจ้าคะ? หรือว่าคุณหนูหายโกรธนางแล้ว?”

“คุณหนูของข้าใจดีเกินไปจริง ๆ..."

หลันหยีสบตาอาหลานครู่หนึ่ง แววตาของนางไม่ได้สื่อถึงการให้อภัย แต่เป็นความมีสติที่เหนือกว่า

"ข้าไม่ได้หายโกรธ... เพียงแต่ข้าไม่อยากให้พวกเจ้าเข้าใจเจ้าบ้านผิด ๆ เราทั้งสามต้องอาศัยอยู่ที่จวนแห่งนี้ไปอีกพักใหญ่ หากมัวแต่คิดว่าพวกเขาไม่ดีกับเรา หรือมองทุกอย่างในแง่ร้าย ชีวิตที่นี่จะหาความสุขไม่ได้เลย"

นางนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะเสริมต่อ

"หากตัดเรื่องวันนี้ออกไป ตลอดเดือนที่ผ่านมา พวกเขาก็ให้ความคุ้มครองเราอย่างดี จวนแห่งนี้สงบสุขยิ่งกว่าที่ใด..."

"สรุปคือ... ทุกอย่างมันผิดที่คุณหนูสี่คนเดียวสินะเจ้าคะ!"

อาหลานสรุปความตามใจปาก ทำให้อาหลิงพยักหน้าเห็นพ้อง

หลันหยีไม่ได้ตอบคำถามนั้น นางเพียงแต่มองออกไปทางหน้าต่างด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา ความโกรธยังคงอยู่ แต่ความจริงที่ว่าบาจีคือตัวป่วนเพียงคนเดียวในบ้านที่แสนสงบนี้ก็เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้

ในขณะเดียวกัน ณ ห้องหนังสือที่เงียบเหงา

"ฮัดเช้ว! ฮัดเช้ว! ฮัดเช้ว!!"

เหว๋ บาจี จามออกมาเสียงดังสนั่นจนพู่กันในมือสะบัด น้ำหมึกสีดำหยดแหมะลงบนกระดาษคัดอักษรที่ขาวสะอาดจนเป็นดวงโฉด

นางขยี้จมูกฟืดฟาดพลางพึมพำกับตัวเองด้วยสีหน้าอมทุกข์

"ใครนินทาข้ากันนะ... หรือจะเป็นหลันหยี? นางคงกำลังด่าแช่งข้าอยู่ในใจแน่ ๆ เลย"

บาจีถอนหายใจยาวเหยียด มองกองกระดาษตรงหน้าด้วยสายตาว่างเปล่า มือที่เคยคว้าพัดสะบัดปราณทองอย่างห้าวหาญ

บัดนี้กลับต้องมาบรรจงคัดตัวอักษร 'ข้าผิดไปแล้ว' ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ช่างเป็นบทลงโทษที่กัดกินใจเจิ้นหยวนผู้รักอิสระอย่างนางเสียเหลือเกิน

ท่ามกลางบรรยากาศที่ขุ่นหมองในห้องหนังสือ เสียงประตูค่อย ๆ แง้มเปิดออกอย่างระมัดระวัง เหว๋ บาหลง ชะโงกหน้าเข้ามามองซ้ายมองขวาจนแน่ใจว่าไม่มีใครตามมา

“นี่ ๆ ๆ ลูกรักของพ่อ พ่อตักน้ำแกงของแม่สามมาให้เจ้า”

เขาเอ่อยด้วยน้ำเสียงเล็กอ่อนต่างกับตอนกล่าวตำหนิลูกชายทั้งสาม ก่อนจะรีบปรี่เข้ามาหาลูกสาวพร้อมถ้วยน้ำแกงบำรุงที่ยังร้อนกรุ่น

"บาจี...โถ ลูกรัก… ขาเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง เจ็บมากไหมลูกสี่?"

บาหลงเอ่ยถามด้วยเสียงที่สั่นด้วยความสงสาร มือหนาลูบหัวลูกสาวอย่างเบามือพลางหยิบตลับยาแก้ปวดออกมาส่งให้

"เอานี่ไปทาด้วยนะ แม่ ๆ เขาใจแข็งนัก แต่พ่อทนดูเจ้าลำบากไม่ได้จริง ๆ"

พูดพลางยกหลังมือขึ้นซับหัวตาที่มีน้ำตาเปียกๆเล็กน้อยออก

ทว่ายังไม่ทันที่บาจีจะได้ซึ้งใจกับบิดา เสียงเปิดประตูก็ดังขึ้นอีกครั้ง! รอบนี้บาหลงสะดุ้งตัวโยน เขาโผไปหลบหลังชั้นหนังสือเก่าอย่างรวดเร็วปานลมกรด

ผู้ที่ก้าวเข้ามาคือ มารดาใหญ่ ที่ถือถ้วยน้ำแกงแบบเดียวกันไม่มีผิด เข้ามาหานาง

"ออกมาได้แล้วท่านพี่... ข้าเห็นชายผ้าท่านตั้งแต่อยู่หน้าประตู"

มารดาใหญ่เอ่ยเสียงเรียบพลางมองไปทางชั้นหนังสือ บาหลงจึงค่อย ๆ โผล่ตัวออกมาด้วยรอยยิ้มแห้ง ๆ

"แหะ ๆ ฮูหยิน... ข้าแค่..."

"ข้าจะเอ็ดท่านที่ห้องทีหลัง!"

มารดาใหญ่ขู่จนชายร่างโตยังต้องคอตก ก่อนที่นางจะหันมามองบาจีด้วยสายตาที่จริงจัง

"ลูกสี่... เจ้าต้องจำไว้ เจิ้นหยวนไม่ได้หมายถึงเพียงผู้ที่มีพลังอาทิตย์หรือหยางที่กล้าแกร่งเท่านั้น แต่แก่นแท้คือการเป็น 'ผู้ปกป้อง' สิ่งที่เจ้าทำไปนั้นมันขัดต่อวิถีเจิ้นหยวนที่แม่พร่ำสอนเจ้ามาตลอด"

บาจีนั้นนั่งฟังด้วยความรู้สึกสำนึกผิดที่กัดกินใจนางมากกว่าที่เคยโดนดุมาครั้งไหน ๆ

"ข้าเข้าใจแล้วท่านแม่... ข้า… เข้าใจแล้วจริง ๆ…"

นางเงยหน้าขึ้นมองมารดาสาวก่อนจะถามด้วยเสียงแผ่วเบา

"แล้ว... หลันหยีบาดเจ็บมากไหมเจ้าคะ?"

"แผลของนางน่ะพวกแม่รักษาให้แล้ว อีกไม่กี่วันก็คงหายดี"

ฮูหยินใหญ่ ตอบให้คลายใจ

"แล้ว... นางจะหายโกรธข้าไหมเจ้าคะ?"

คำถามนี้ทำให้บิดามารดาต้องสบตากัน

พวกเขารู้ดีว่าบาจีเติบโตมาโดยแทบไม่มีเพื่อนสนิทที่เป็นสตรี และไม่เคยทำเรื่องที่พลาดพลั้งจนคนต้องบาดเจ็บถึงขนาดนี้มาก่อน

"ลูกสี่ หากลูกไม่มีเจตนาไม่ดีจริง ๆ และสำนึกผิดอย่างจริงใจ สักวันนางคงจะหายโกรธเอง"

มารดาใหญ่เอ่ยปลอบ ก่อนจะกลับมาทำเสียงเข้ม

"แต่ตอนนี้แม่ยังไม่หายโกรธ เพราะฉะนั้นคัดต่อไปให้ครบ! และที่สำคัญ... ช่วงนี้อย่าอยู่กับหลันหยีตามลำพังเด็ดขาด พลังโหรวหลิ่งของนางรุนแรงและบริสุทธิ์มาก เจ้าโชคดีแค่ไหนแล้วที่ไม่โดนนางดูดพลังจนหมดตัวตอนที่นางขาดสติ"

บาจีเอียงคอคิดตามคำพูดของแม่ ภาพในความทรงจำยามที่แสงปราณสีทองของนางสัมผัสกับกายของหลันหยีผุดขึ้นมา...

แต่นางกลับไม่ได้นึกถึงเรื่องโดนดูดพลัง ภาพที่ติดตาที่สุดคือปีศาจแมงมุมที่มุ่งเป้าไปหาหลันหยีราวกับเห็นอาหารเลิศรส

บาจีขมวดคิ้วแน่นก่อนจะเอ่ยขัดขึ้น

"แต่ตอนที่แมงมุมนั่นโผล่ออกมา ข้าเห็นชัดกับตาว่าพวกมันไม่ได้แค่จะทำร้าย แต่มันจงใจ 'ดูดซับ' ปราณของนางเพื่อขยายร่าง... ปราณของหลันหยีมันดึงดูดพวกปีศาจขนาดนั้นเลยหรือเจ้าคะ?"

‘ข้าไม่ได้ตั้งใจเรียนตอนพวกท่านแม่สอนด้วยสิ… ท่านแม่เคยพูดอะไรสักอย่างเรื่องโหรวลิงกับปีศาจกันนะ… ถามเลยจะดีไหม?’

คำบอกเล่าของบุตรสาวทำให้บาหลงและมารดาใหญ่ชะงักไปทันที ทั้งคู่สบตากันด้วยแววตาเคร่งเครียดและเงียบงันไปครู่หนึ่ง ราวกับมีความลับบางอย่างที่ยังไม่อาจเอ่ยให้บาจีรับรู้ได้ในตอนนี้

‘ไม่เอา ดีกว่า ดูสีหน้าท่านพ่อท่านแม่แล้ว หากข้าถามไป ต้องโดนดุว่าไม่ตั้งใจเรียนแน่แท้ รอถามท่านแม่หวีฟ่านดีกว่า…’

มารดาใหญ่ปรับสีหน้าให้เป็นปกติอย่างรวดเร็ว ก่อนจะสำทับทิ้งท้ายด้วยเสียงเฉียบขาด

"เรื่องนั้นแม่จะจัดการเอง ส่วนเจ้า... จำใส่ใจไว้ บาจี เจ้าเป็นเจิ้นหยวน ถึงจะเป็นเจิ้นหยวนสตรี แต่การคลุกคลีอยู่กับสตรีอื่น โดยเฉพาะโหรวหลิ่งตามลำพังมันไม่ดีไม่งาม หากพลั้งเผลอทำอะไรเกินเลยไป จะทำให้หลันหยีต้องมีมลทินมัวหมองได้"

นางชี้พัดไปที่กองกระดาษ

"เพราะงั้น... ห้ามเข้าใกล้นางเด็ดขาด คัดหนังสือต่อไป!"

พูดจบทั้งคู่ก็เดินออกจากห้องไป ทิ้งให้บาจีเกาหัวแกรกด้วยความสับสนมึนตึบ

“เอ้ะ? อะไรนะเจ้าคะ?”

'มลทินงั้นหรือ? ข้ากับนางเนี่ยนะ? ท่านแม่คิดอะไรของท่านกันแน่!'

แต่อยู่ ๆ ภาพใบหน้ายามหลับตาปี๋ด้วยความกลัวของหลันหยี และความนุ่มนิ่มยามที่นางเผลอไปรวบข้อมือเพื่อใส่กำไลก็แวบเข้ามาในหัว ทำให้จอมยุทธ์สาวหน้าแดงซ่านขึ้นมาถึงใบหูอย่างไม่มีสาเหตุ

"ข...ข้าก็แค่อยากเป็นเพื่อน อยากปกป้องนางเท่านั้นเอง!!"

บาจีตะโกนไล่หลังบิดามารดาไปด้วยเสียงสับสน นางกระแทกตัวลงนั่งบนเก้าอี้พลางกำพู่กันแน่น

“ฮึ่ม ท่านแม่พูดอะไรก็ไม่รู้! ไม่เห็นจะช่วยข้าตรงไหนเลย!!”

ใจหนึ่งก็ว้าวุ่นเรื่องหลันหยี อีกใจก็พาลหงุดหงิดที่ผู้ใหญ่ชอบพูดเรื่องเข้าใจยาก

"เพื่อน... ข้าแค่อยากมีสหายสตรีที่มีพลังแข็งแกร่งบ้างมันผิดตรงไหนกัน!"

นางบ่นพึมพำกับกองกระดาษคัดลายมือ ทว่าในส่วนลึกของหัวใจ ความรู้สึกผิดที่ทำให้ "เพื่อนคนแรก" ต้องหลั่งเลือดกลับทำให้นางไม่อาจอยู่นิ่งได้จริง ๆ

“ข้าก็แค่… อยาก…ให้นางหายโกรธ…”

บาจีสะบัดพัดออกมาพัดรัว ๆ เพื่อลดความร้อนที่พุ่งขึ้นหน้าพลางขบคิดคำพูดของมารดา

'ท่านแม่บอกว่า... นางจะหายโกรธหากข้าตั้งใจจริง'

สายตาของนางพลันเหลือบไปมองพู่กันและกองกระดาษคัดอักษร แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าหลันหยีนั้นชมชอบคำกลอนและตัวอักษรเป็นที่สุด

‘หรือจริง ๆ แล้วที่ท่านแม่สั่งให้มาคัดหนังสือ ก็เพื่อจะใบ้ให้ข้าเขียนจดหมายขอโทษไปให้นางกันแน่!’

"ใช่แล้ว! ท่านแม่ป่านเป็นคนเฉลียวฉลาด นางต้องตั้งใจชี้ทางสว่างให้ข้าแน่ๆ!"

บาจีทุบโต๊ะดังปัง แววตาที่เคยหม่นแสงกลับมาลุกโชนด้วยความหวัง

"ดีล่ะ! ข้าจะบรรจงคัดตัวอักษรให้สวยที่สุดในชีวิตไปให้หลันหยี คราวนี้แหละนางจะต้องใจอ่อนหายโกรธข้าแน่นอน!!"