ปีศาจ!
โครมมมม!!!
เสียงกัมปนาทดังสนั่นจนหูอื้ออึง พื้นดินใต้แท่นหินแยกออกเป็นเสี่ยง ๆ พร้อมกับกลิ่นอายสีดำทมิฬที่พวยพุ่งขึ้นมา มันคือ ปีศาจปราณหยิน ที่ไม่ควรจะมีอยู่ที่เขตนี้!
ร่างยักษ์ที่รูปร่างบิดเบี้ยวคล้ายแมงมุมที่ถือกำเนิดจากความโกรธแค้นของปฐพี
กร๊าซซซซซซซ
"หลันหยี! ระวัง!" บาจีตะโกนสุดเสียง นางพุ่งตัวออกไปประดุจสายฟ้าสีแดง
ในวินาทีที่วิกฤตถึงขีดสุด หลันหยีตัวแข็งราวกับก้อนหิน เป็นครั้งแรกที่นางเพิ่งเคยพบกับปีศาจ ความรู้สึกบิดเบี้ยวของปราณปีศาจเบื้องหน้าทำให้ทั้งตัวของนางนั้นหนาวสะท้านอย่างห้ามไม่ได้
‘ น นี่น่ะหรือปีศาจ!?’
ด้วยสัญชาติญาณบางอย่าง
‘ข้า..ข้าควร รีบผนึกปราณ!’
หลันหยีหันไปหากำไลหยกทมิฬ นางรีบพุ่งตัวเตรียมเข้าไปคว้า
แต่กรงเล็บแหลมคมของปีศาจกลับตวัดวูบผ่านหน้าไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด
เปรี้ยง!!!!
แรงอัดกระแทกจากปราณหยินที่คลุ้มคลั่งซัดร่างของนางจนกระเด็นตกจากแท่นหิน ร่างบางไถลไปกับพื้นหินขรุขระ กิ่งไม้แหลมครูดเข้าที่ต้นแขนและสีข้างจนผ้าแพรเนื้อดีฉีกขาด
เลือดสีแดงฉานเริ่มซึมผ่านเนื้อผ้าออกมาทันที
“โอ้ย!!”
หญิงสาวร้องออกมาอย่างจุกและเจ็บปวด
"หลันหยี!!?"
บาจีคำรามลั่น พลังปราณหยางสีทองระเบิดออกรอบตัวราวกับดวงอาทิตย์ นางสะบัดพัดในมือออกอย่างรวดเร็ว
“ย้าก!!!”
ตวัดคลื่นปราณสีทองคมกริบประดุจใบมีดขนาดยักษ์เข้าใส่ปีศาจแมงมุม พลังนั้นรุนแรงจนร่างมหึมาของมันขาดสะบั้นเป็นสองท่อนในพริบตา!
ทว่าเรื่องยังไม่จบเพียงเท่านั้น
เมื่อร่างยักษ์ล้มลง มันกลับแตกสลายกลายเป็นแมงมุมตัวเล็ก ๆ นับร้อยนับพันตัวที่คลานยั้วเยี้ยมุ่งตรงไปยังหลันหยีที่นอนเจ็บอยู่บนพื้น
หลันหยีพยายามจะหนีแต่กลับพบว่าขาและลำตัวของนางถูกพันธนาการไว้ด้วยใยแมงมุมเหนียวหนึบที่มองไม่เห็นตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้
“ ข-ขาข้า!!… ตัวข้า?! ขยับไม่ได้เลย! ข้าขยับหนีไม่ได้!!? ”
โหรวหลิ่งเบิกตากว้างด้วยความสยองขวัญ เมื่อเห็นคมเขี้ยววาววับของสัตว์แปดขานับร้อยกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ นางทำได้เพียงหลับตาลงด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
‘ไม่นะ!! ท่านพ่อ! ช่วยข้าด้วย!!’
ความกลัวทำให้นางน้ำตาซึมและกลั้นหายใจ
“ อ๊าาา!”
ปราณโหรวหลิ่งของนางพุ่งไหลทะลักออกมา ราวกับถูกส่งไปให้แมงมุมปีศาจนั้นดูดซับและขยายขนาด
‘แย่แล้ว!!เจ้าปีศาจนั้นมันดูดซับพลังของนาง..!’
บาจีรีบคว้ากำไลหยกทมิฬและเร่งปราณทองพุ่งโผทะยานเข้าใส่ฝูงปีศาจตัวจิ๋วเหล่านั้นเพื่อแข่งกับเวลา
“สลายไปเดี๋ยวนี้นะเจ้าพวกปีศาจ!!!!!”
มือเรียวสะบัดพัดหมุนอย่างต่อเนื่อง สร้างกระแสลมหมุนวนสีทองอันทรงพลัง
ซู่ม!!!
คลื่นลมหมุนนั้นกวาดต้อนฝูงแมงมุมจนปลิวว่อนไปตามแรงลม พัดพาสิ่งชั่วร้ายออกไปจากรัศมีตัวของหลันหยีจนสิ้น
"หลันหยี! อดทนไว้!"
บาจีรีบถลาเข้าไปคุกเข่าข้างกายโหรวหลิ่งสาวที่โดนใยแมงมุมผนึกไว้กับพื้นด้วยใบหน้าตื่นตระหนก
“เดี๋ยวข้า! เดี๋ยวข้าจัดการให้นะ!”
นางสวมกำไลกลับเข้าที่ข้อมือเรียวบางอย่างลุกลี้ลุกลนและเต็มไปด้วยความวิตกกังวลอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ปราณหยินสีดำของหญิงสาวนั้นสลายไปในพริบตา พร้อมกับกำไลที่ส่องแสงทมิฬเป็นไอควัน และสั่นไหวอยู่ราวกับแผ่นดินไหว มือของเจิ้นหยวนสาวนั้นสั่นระริกราวใจจะหาย
“ จ ใจเย็นก่อนนะเดี๋ยวข้าตัดใยพวกนี้ให้..!”
นางใช้ปราณจากพัดตัดเส้นใยเหนียวที่รัดร่างของหลันหยีออกอย่างเร่งรีบ แววตาของเจิ้นหยวนจอมซ่าในยามนี้ไม่มีความขี้เล่นหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงความเป็นห่วงที่ท่วมท้นจนแทบจะลืมหายใจ
“นี่ไงล่ะ ไม่เป็นไรแล้ว..! ไม่เป็นไรแล้วนะ….!”
หลันหยีตัวสั่นเทาไปทั้งร่างเช่นเดียวกับกำไลหยกทมิฬ ก่อนที่มันจะค่อยๆ นิ่งและสงบลง ทิ้งไว้เพียงความรู้สึกบอบช้ำของหัวใจในร่างกาย
‘ บ้าที่สุด… นาง…นางได้รับบาดเจ็บ… นางดูหวาดกลัวมากเลย … ข้า ข้าควรจะทำอย่างไรดี’
บาจีได้แต่มองหลันหยีอย่างพะว้าพะวง
ความรู้สึกหวาดกลัวจากการเฉียดตายเมื่อครู่เข้าปกคลุมทุกอณูความรู้สึก ภาพคมเขี้ยวของแมงมุมนับร้อยที่เกือบจะฝังลงบนเนื้อหนังยังคงติดตา
ความชาหนึบที่บาดแผลเริ่มจางหายไป กลายเป็นความเจ็บปวดแสบร้อนที่ไหล่และสีข้างที่ถลอกจนเลือดซิบ
‘ ป ปีศาจ!? นั่นคือปีศาจ! นั่นคือปีศาจจริง ๆ’
ที่นี่คือแดนต้องสาปของจริง... และนี่คือความน่ากลัวของปีศาจที่นางไม่เคยพบเจอในตำราเล่มไหน
‘ข้า…ข้าเกือบไม่รอดแล้ว…! ‘
ลมหายใจของนางติดขัดและผิดจังหวะ
มือของเจิ้นหยวนสาวจับประคองตัวหญิงสาวผู้สั่นเทาอย่างระมัดระวัง สัมผัสของนางและปราณอุ่น ๆ ค่อยๆ ดึงสติของหลันหยีกลับมา
“ ม…ไม่เป็นไรนะ…หลันหยี… เดี๋ยว..เดี๋ยวข้าพาพวกเรากลับจวนกันนะ…”
แต่เมื่อทัศนียภาพที่เคยพร่ามัวเริ่มกลับมาคมชัด สิ่งแรกที่นางเห็นคือใบหน้าของเจิ้นหยวนผมแดงที่พานางมาที่นี่ ความหวาดกลัวจึงแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธแค้นที่อัดอั้นอยู่นาน
"ทั้งหมดนี่เป็นเพราะเจ้า!"
หลันหยีตวาดลั่น เสียงของนางสั่นเครือไปด้วยความอัดอั้น
"ม-ไม่ใช่นะ หลันหยี ฟังข้าก่อน..."
" ทั้งหมดนี่เป็นเพราะเจ้าไม่ให้หรือ!?"
หลันหยีเค้นเสียงถามทั้งน้ำตา
"ท่านเจตนาพาข้ามาที่นี่ หลอกให้ข้าถอดมันออก เพื่อที่จะได้โชว์ว่าท่านเก่งกาจแค่ไหนยามที่ข้าไร้ทางสู้...ให้ข้าเป็นตัวปัญหา เป็นคนอ่อนแอ! ท่านมันปีศาจยิ่งกว่าแมงมุมพวกนั้นเสียอีก!"
"ไม่... ไม่ใช่แบบนั้นนะ"
บาจีหน้าเสีย มือสั่นระริก นางพยายามจะเอื้อมไปพยุง
"ข้าแค่..."
"เพียงเพื่อจะโอ้อวดตัวเอง เจ้าถึงกับต้องทำขนาดนี้เลยรึ!?"
หลันหยีตะคอกสวนกลับ แววตาของนางเต็มไปด้วยความผิดหวังและชิงชัง
"ต้องให้ข้าเจ็บตัว ต้องให้ข้าเกือบตาย เพื่อให้เจ้าได้ภูมิใจในพลังของตัวเองอย่างนั้นน่ะหรือ!?"
แต่เมื่อบาจีพยายามจะขยับเข้าไปใกล้เพื่อดูบาดแผล หลันหยีก็แผดเสียงลั่นพร้อมกับปัดมือของอีกฝ่ายทิ้งอย่างไม่ใยดี
"อย่ามาถูกตัวข้า!! ไปซะ! ข้าไม่อยากเห็นหน้าเจ้าอีกแล้ว!"
บาจีชะงักค้างอยู่กับที่ ทำอะไรไม่ถูกอย่างสิ้นเชิง ความมั่นใจที่เคยมีมลายหายไปหมดสิ้นเมื่อเห็นน้ำตาของคนตรงหน้า
นางทำได้เพียงยืนเบิกตากว้าง มองดูหลันหยีที่พยายามพยุงร่างกายอันสั่นเทาลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก
‘เป็นความผิดของข้า! ความผิดของข้าเอง… ข้าไม่น่าเชื่อนางเลย!’
หลันหยีเช็ดน้ำตาบนใบหน้าอย่างลวก ๆ นางกัดฟันฝืนความเจ็บปวดที่บาดแผล แล้วเริ่มเดินกะเผลกกลับไปทางทิศของจวนตระกูลเหว๋เพียงลำพัง
“ข้ามันโง่…”
ทิ้งให้เจิ้นหยวนผู้ห้าวหาญยืนเคว้งคว้างท่ามกลางความเงียบงันของป่าต้นหลิวที่พังทลาย
แม้ร่างกายของบาจีจะไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่รอยขีดข่วน แต่ในวินาทีนี้... นางกลับรู้สึกเจ็บปวดอย่างรุนแรง
‘ทำไมกัน…’
ความรู้สึกนั้นไม่ได้มาจากบาดแผลทางกาย แต่มันบีบคั้นอยู่ลึกในทรวงอกจนแทบหายใจไม่ออก
‘ทำไมกลับกลายเป็นเช่นนี้…!?’
ในหัวของนางเต็มไปด้วยคำถามที่ย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง...
'นี่ไม่ใช่สิ่งที่ข้าต้องการหรอกหรือ? สถานการณ์ที่ทำให้โหรวหลิ่งตัวน้อยต้องรู้สึกอ่อนแอและโหยหาการปกป้องจากเจิ้นหยวนอย่างข้า…’
หญิงสาวกำมือแน่น… ดวงตามองดูเลือดสีแดงฉานบนเสื้อของหลันหยีและท่าเดินที่กระเผกเจ็บของนาง แต่ไม่สามารถเข้าไปช่วยประคองได้ พร้อมคำถามแน่นในอก
'ทำไมข้าต้องสั่น... ทำไมคำพูดถึงได้เจ็บยิ่งกว่ากระบี่เล่มไหน ๆ ที่เคยเจอมาในยุทธภพเสียอีก... ข้าทำอะไรลงไป?'
บาจีเดินตามหลังหลันหยีไปช้า ๆ ในหัวสมองที่เคยเจ้าเล่ห์ยามวางแผนกลับขาวโพลน นางคิดหาถ้อยคำที่จะเอ่ยขอโทษไม่ออกเลยสักคำ
"หลันหยี... ข้า... ให้ข้าประคองเจ้าเถอะนะ แผลเจ้านั่น..."
บาจีพยายามจะสืบเท้าเข้าไปหาด้วยความหวังดีที่เต็มไปด้วยความพ่ายแพ้
"อย่ามาโดนตัวข้า!!"
เสียงตะคอกที่สั่นเครือแต่แฝงไปด้วยความรังเกียจและเอาจริง ทำให้บาจีชะงักฝีเท้าอยู่กับที่
แววตาของหลันหยีที่มองกลับมานั้นไม่มีความอ่อนโยนหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย มันเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความระแวงจนบาจีไม่กล้าแม้แต่จะขยับเข้าใกล้เกินระยะสามก้าว
‘ต่อให้ข้าต้องตายวันนี้! ข้าก็จะไม่ให้นางช่วยข้าอีก!’
ความโกรธเกรี้ยวนั้นสะท้อนออกมาจากสองดวงตาโดยไม่เอ่ยกล่าว
“ ข… ข้าขอโทษ…”
แต่คำพูดนี้กลับไร้ซึ่งประโยชน์ใด ๆ ในเวลานี้
สุดท้าย เจิ้นหยวนผู้ห้าวหาญทำได้เพียงเดินก้มหน้า แอบตามหลังหลันหยีไปเงียบ ๆ ตลอดทางกลับจวน นางกำมือแน่นจนเจ็บฝ่ามือ
‘นี่นาง…’
ความเงียบงันระหว่างทางกลับช่างยาวนานและทรมาน ราวกับโลกทั้งใบถล่มลงมาทับหัวใจของนางด้วยความรู้สึกผิดที่ไม่อาจแก้ไขได้อีกแล้ว
‘นางเกลียดข้าแล้ว…’